ซองมิน : อันยอง~ หวาดดีคร้าบบบบบบบบบบบบบบบบ ยะโฮ้วววววววววววววว ผม ซองมิน  องครักษ์สุดน่ารัก สุดน่าหลง สุดๆของที่สุด หนึ่งเดียวคนนี้ ลีซองมินคร้าบบบบบบบบบบบบบบบบ

 

วันนี้นะฮะ ผมจะมาสัมภาษณ์ลันได คนเขียนแหละฮะ ... ผมเชื่อว่าหลายๆคนคงจะยังจำชื่อเจ๊แกไม่ได้ ... ไม่ต้องจำหรอกฮะ ไม่มีความสำคัญอะไรซักนิดนิ?

 

ลันได : - * -

 

ซองมิน : แล้วทำไมต้องเป็นผมน่ะเหรอ? เพราะเท่าที่ดู ผมเป็นตัวละครที่ได้รับความนิยมสูงสุด วะ ฮ่ะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ อ๊ะ แน่นอนอยู่แล้ว เพราะผมมันน่ารักน่าหยิกขนาดนี้ไง ฮ่าๆๆๆๆๆ

 

ลันได : (กรอกตาอย่างเบื่อหน่าย)

 

ซองมิน : แต่เอ๊ะ ... ทำไมถึงมีแต่ผมคนเดียว ไม่มีคยูฮยอนล่ะ? คนเขียน คยูของเค้าอยู่ไหน?

 

ลันได : (พูดเบื่อๆว่า) ขืนเอามา 2 คน เอ็งก็เอาแต่สวีตกันอ่ะเด๊ะ

 

ซองมิน : .... เจ๊ ทำไมตาขวางอย่างนั้นล่ะ?

 

ลันได : เพิ่งสอบเสร็จ ไม่ได้นอน อย่ามากวนบาทา เดี๋ยวมันจะลอยไปประทับหน้า

 

ซองมิน : - -;   อุ๊ย โหด... เอาเถอะ วันนี้ เพราะมี e-mail จากท่านผู้อ่านคนหนึ่งสอบถามเข้ามา อู๊ย... ดีใจจนน้ำตาเล็ด จริงมะเจ๊?

 

ลันได : (พยายามพูดเสียงหวาน)  ^ <> ^ //  ขอบคุณที่เอาใจใส่กันขนาดนี้นะคะ ขอบพระคุณค่า (ยกมือไหว้และโค้งงามๆหนึ่งที)

 

ซองมิน : คาดว่าที่ไม่พูดผ่านเม้มท์เพราะคงจะไม่อยากเปิดเผยตัว จึงขอให้นามว่า คุณ A นะครับ และบังเอิญ คำถามของคุณ A ก็ตรงกับ snow_night_ope   นิดหน่อยนะครับ

 

คุณ A ถามมาว่า “ทำไมถึงเอาตัวละครจากดาบมังกรหยกมาเป็นต้นแบบ ทำไมไม่เอาเอี้ยก้วยหรือก๊วยเจ๋ง?”

 

คุณ snow_night_ope   เขียนไว้ว่า “อยากให้ไปอ่านกระบี่เย้ยยุทธจักรยังมีตัวละครอีกมากที่สามารถมาเป็นต้นแบบในการแต่งได้โดยเฉพาะ เล้งฮู้ชง”

 

... ไอ้ที่บอกว่า “อยากให้ไปอ่าน” หมายความว่า เขาเข้าใจว่าเจ๊ยังไม่ได้อ่านกระบี่เย้ยยุทธจักรรึเปล่า?

 

ลันได : คงจะเป็นยังงั้นแหละ เฮ้อ...เหอๆ ช้ำใจนิดๆ

 

ซองมิน : แล้วเคยอ่านรึเปล่าล่ะ?  

 

ลันได : อ่านครั้งแรกตอน ป. 5 อ่ะ และปัจจุบันว่างๆไม่มีอะไรทำก็หยิบขึ้นมาอ่าน... จนเยินไปหมดแล้ว กะว่าจะห่อปกแล้วซื้อเล่มใหม่มาอ่านดีกว่า โอเค ถึงแม้ว่าตอนนี้มันจะอยู่ที่บ้านเกิด (เดี๊ยนอยู่หอ) แต่เราก็พอจะจำได้ และถึงแม้จะไม่เซียนประมาณแฟนพันธุ์แท้ แต่เราว่าเราก็รู้เรื่องกระบี่เย้ยยุทธจักรดีในระดับหนึ่งแหละนะ

 

ซองมิน : ชอบขนาดนั้นเชียว?

 

ลันได : เป็นหนังสือที่มีแต่เทพเท่านั้นที่เขียนได้ และไม่อยากจะบอกว่า สำหรับเราอ่ะนะ กิมย้งคือเทพแห่งยุทธจักรนิยาย และไม่มีใครเทียบเท่าได้อีกแล้ว

 

ซองมิน : ขนาดนั้น?

 

ลันได : แน่นอน แล้วเรื่องที่ทำให้กิมย้งเป็นเทพในสายตาเรา ก็คือ “กระบี่เย้ยยุทธจักร” นั่นแหละ เพราะเป็นหนังสือที่เขียนขึ้นโดยแสดงแนวคิดทางการเมือง ซึ่งดูเหมือนจะไร้กาลเวลา เป็นเรื่องเดียวของกิมย้งที่ไม่ได้ระบุยุคสมัยอย่างชัดเจน และรู้มั้ย ต้นกำเนิด “กระยี่เย้ยยุทธจักร” มาจากไหน? (ซองมินส่ายหน้าดิ๊กๆ)

 

มันมาจากเหตุการณ์ปฏิวัติวัฒนธรรมในจีน (1960-1970)  เป็นเหตุการณ์ที่เลวร้ายมาก ... ถ้าเล่าแล้วจะยาว แต่เอาเป็นว่าอำนาจรัฐและกระแสสังคมสามารถทำให้ลูกลากพ่อมาแห่ประจานกลางท้องถนนได้ หลานขว้างก้อนหินใส่ปู่ตัวเองได้ คนตายในเหตุการณ์นั้นเป็นล้านๆ

 

ซองมิน : หยา... โหดจริงๆ เจ๊อ่านประวัติศาสตร์ช่วงนี้ด้วยเหรอ?

 

ลันได : อีฉันทำรายงาน 50 หน้าเรื่องนี้เลยแหละ ทีนี้ มันเกี่ยวกับ “กระบี่เย้ยยุทธจักร” ตรงที่ กิมย้งเขียนนิยายเรื่องนี้ขึ้นก็เพื่อแสดงความเน่าเฟะของการเมือง เป็นเรื่องเดียวของกิมย้งที่แสดงจุดยืนเรื่องระบบการปกครองโดยรัฐ ถึงจะบอกว่าไม่โจมตีเรื่องปฏิวัติวัฒนธรรม แต่เราว่ากิมย้งแสดงชัดเจนว่า เขาไม่เห็นด้วย

 

เพราะงั้น การเขียนกระบี่เย้ยยุทธจักร ไม่ใช่มีจุดประสงค์แค่อ่านสนุก แต่มีจุดประสงค์ประกาศตัวเองของกิมย้ง ซึ่ง ไม่มีใครกล้าทำ (ตอนนั้นกิมย้งอยู่ที่ไต้หวัน และเขียนบทนำให้หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ... จำชื่อไม่ได้ เพราะเขียนบทนำให้นสพ.ทุกวันๆ ก็เลยรับข่าวสารเยอะ)

 

เราเลยคิดว่า นิยายเรื่องนี้มันเท่ห์จริงๆ

 

ซองมิน : ... ครอก.. ฟี้...

 

เฟี้ยว

 

ซองมิน : เฮ้ย! โยนหนังสือสามก๊ก (เป็นกล่อง หนา 7 นิ้ว) เลยเหรอ?! เจ๊ง่า.. อย่าเอาแบบแม่นางฮีซอลเด้!

 

ลันได : ก็เอ็งอยากหลับทำไมเล่า!!

 

ซองมิน : ก็มันกลายเป็นวิจารณ์วรรณกรรมไปแล้วอ่ะ

 

ลันได : ... เออ.. นั่นแหละ ต่อนะ เพราะงั้นเราคิดว่า นิยายเรื่องนี้แตกต่างจากเล่มอื่น มันยิ่งกว่านิยายนะ สำหรับเราแล้วนิยายจีนเรื่องอื่นก็ชอบมากๆ อยู่ในฐานะ “รักหรอกจึงหยอกเล่น” ได้ เอาต้นแบบมาแต่งเป็นฟิคบ้าๆบอๆได้ แต่ กระบี่เย้ยยุทธจักร เป็นนิยายที่ ‘รักและเทิดทูน’ ห้ามเตะต้องเป็นอันขาด

 

ซองมิน : โอเค เข้าใจล่ะ หวังว่าคุณ snow_night_ope    จะให้อภัยคนเขียนที่ไม่อาจเอาเล่งฮู้ชงมาเป็นต้นแบบได้นะคร้าบ และคงจะไม่มียิ่มเอียงเอี้ยง งักปุ๊กคุ้ง ตงฟางปุ๊ป้าย ฯลฯ ในฟิคเรื่องนี้นะคร้าบ... พวกเราขอโทษจริงๆคร้าบ

 

ลันได : ขอโทษค่า...(โค้งงามๆ)

 

ซองมิน : ทีนี้ มาถึงของคุณ A เหมือนๆเค้าจะถามว่า เรามีเกณฑ์คัดต้นแบบยังไง?

 

ลันได : ตัวละครแต่ละตัวไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความชอบอย่างเดียวนะคะ แต่การเลือกต้นแบบสำหรับฟิคเรื่องนี้ มันต้องให้เข้ากับนิสัยดั้งเดิมของ super junior ด้วย และแน่นอน มันต้องให้เข้ากับแก่นของเรื่องด้วย

 

อย่างตัว ฮันกยอง ใน “ศึกมารฟ้าฯ” จะฉลาด เก่งกาจ แต่ก็โลเลนิดๆ ยากจะรู้ใจตัวเอง ซึ่งเราว่า ป๋าตัวจริงน่ะ เก่งหลายอย่างนะ แต่ติดจะเอ๋อๆ เฉื่อยบางทีซะด้วยซ้ำ เตียบ่อกี้จึงเหมาะกับฮันกยองมาก

 

หรือ ซีวอน ตัวจริงฉลาด เก่ง ดูเหมือนเจ้าชายเลย เราว่า ชอลิ้วเฮียงซึ่งเป็นนักสืบอัจรียะ กับโซวเอ็ง ผู้หญิงหัวสูงเอาแต่ใจ เหมาะมาก แต่เรื่องปากเสียนี่เราใส่ไปเพราะเราชอบคนปากไม่ตรงกับใจน่ะ เหอๆ มันก็ต้องมีดัดแปลงนิดๆให้สนุกสนานเนาะ

 

แต่ที่ไม่ตรงกับนิยสัยตัวจริงก็มี เช่น ดองแฮเราว่าเป็นคนสนุกสนาน แต่ตัวจริงออกจะซื่อนะ แล้วก็ขี้น้อยใจด้วย ... ถ้าเอาเซียวฮื้อยี้มาใส่ในดองแฮมันจะมันส์แค่ไหนเนี่ย ก็เลยลองเอามาผสมดู

 

และตัวละครทุกตัวต้องสามารถเรียงร้อยเป็นเรื่องราวได้ และสอดคล้อง super junior ด้วย เพราะนี่คือฟิคของsuju เราแต่งเพราะชอบsujuอ่ะนะ

 

.. นี่คืออีกเหตุผลหนึ่งที่เล่งฮู้ชงออกมาในนี่ไม่ได้ เรายังหาคนที่มีบุคลิคร่ำสุราตบโต๊ะร้องเพลงในอารามชีแบบเล่งฮู้ชงในSUJU ไม่ได้

 

ซองมิน : ฟี้... ครอก

 

เฟี้ยว~

 

ซองมิน : แว๊ก! หนังสือประวัติศาสตร์จีน (ของ ทวีป วรดีรก หนา 5 นิ้ว) ลอยเฉียดหัวอ้า!!!

 

ลันได : เออ! มันไม่โดนหัวก็บุญถมแล้ว!

 

ซองมิน : (เอากำปั้นขยี้ตา) ... ง่วงแล้วง่า... วันนี้พอแค่นี้ก่อนได้ป่ะ?

 

ลันได : ... ดูมัน... ก็ได้! มันยาวแล้วด้วย เดี๋ยวคนอ่านเบื่อ

 

ซองมิน : (พูดเบาๆ) เขาก็นั่งเบื่อมาตั้งนานแล้วเจ๊ เจ๊ไม่รู้ตัว...

 

เฟี้ยว~

 

ซองมิน : แย๊ก!! ชั้นหนังสือมังกรคู่สู้สิบทิศลอยได้!

 

ลันได : เอ่อ!~ พูดอะไรวะ? เดี๋ยวแม่จับเชือดซะนี่!

 

ซองมิน : ... แง้... งั้นท่านผู้อ่านทั้งหลาย เค้าไปก่อนน้า... ลี้ภัยจากความบ้าของผู้เขียน ชะแวบ!

 

ลันได : เออ! อย่ามาอีกนะโว้ย! ชิ!

.

.

 

          เสียงทอดถอนหายใจดังขึ้นแผ่วๆภายในห้องคุมขังที่มีเพียงแสงจากโคมไฟด้านนอกเท่านั้นที่สาดเข้ามาผ่านซี่ลูกกรง พื้นที่เย็นจัดทำให้องครักษ์หนุ่มนั่งไม่สบายเสียเลย คิบอมเอียงหูฟังเสียงคนพูดคุยกันด้านนอก เสียงนั่นทำให้คิบอมถอนหายใจอีกครั้ง ดูเหมือนว่าทางพรรคมัจฉาทะเลจะยังไม่ตกลงใจว่าจะทำยังไงกับเด็กหนุ่มที่อยู่ที่ที่คุมขังแห่งนี้ คิบอมมือปัดฝุ่นข้างกายอย่างเฉื่อยชา... หวังว่าท่านหัวหน้าพรรคโซจีซบจะสังเกตป้ายประจำตัวของเขาที่ถูกยึดไปหลังจากการค้นตัว ป้ายนั่นจะทำให้โซจีซบรู้ว่าเขาเป็นใคร และมาที่นี่เพื่ออะไร แม้จะต้องเปิดเผยฐานะ แต่ก็ดีกว่านอนบนพื้นเย็นๆในที่แห่งนี้ เด็กหนุ่มมีใบหน้าเคร่งเครียดขึ้นทันใด เมื่อนึกถึงเจ้าตัวต้นเหตุของเรื่องที่หาบแวบไปไหนอีกก็ไม่รู้

 

         เจ้าปลาบ้า!  อย่าให้เจออีกนะ! ฮึ่ม!

 

         คิบอมล้มตัวลงนอน ก่อนจะสะดุ้งตัวขึ้นมาทันใด เมื่อเห็นบางสิ่งบางอย่างที่แขวนอยู่บนเพดาน

 

         “เฮ้ย!”

 

         มันเป็นปลาทูตัวใหญ่ถูกห้อยลงมาจากหลังคา ผ่านกระเบื้องแผ่นหนึ่งที่ถูกเปิดออก มีมือขาวข้างหนึ่งจับส่วนหางมันไว้ และแกว่งมันไปมาช้าๆเมื่อได้ยินเสียงอุทานจากคิบอม

 

         “แต๊~ เหมียวๆ หง่าว ... เหมียวๆ” เสียงเล็กๆที่ดังขึ้นทำให้คิบอมรู้ทันทีว่าใคร.. เจ้าตัวแสบนั่นแหละ

 

         “แมวเหมียว งิ้วๆ เหมียวๆ มานี่เร้วๆ” แล้วปลาทูตัวใหญ่ก็ยังคงแกว่งไปมาอยู่ คิบอมลุกขึ้นแล้วกอดออกแน่น ดวงตาจ้องเขม็งอย่างโมโหจัด

 

         “.... ไม่ขำเลยเหรอ?” แล้วปลาทูตัวนั่นก็ถูกดึงขึ้นไป ใบหน้าหวานก็โผล่มาตามช่องกระเบื้อง รอยยิ้มเริงร่าของดองแฮไม่ได้ทำให้คิบอมอารมณ์ดีขึ้นเลยซักนิด

 

         “แฮ่ เป็นไงบ้างตัวเอง เค้ามาเยี่ยม~ นอนในคุกสบายดีมั้ยจ๊ะ?”

 

         “....”

 

         “อุ๊ย ทำตาดุอีกแระ เนี่ยๆ เราเอาของมาเยี่ยมด้วยนะ ปลาทูตัวใหญ่ อิ๊ว~ ตัวตั้ง 15 เหรียญเงินเชียวน้า.. ของหายากนะเนี่ย”

 

         “...”

 

         “ไม่อยากกินปลาทู... หรือว่า...” แล้วดองแฮก็ยิ้มเขินแบบสุดๆ

 

         “อยากกินปลาทะเลตัวนี้ก็ได้น้า~ อ๊ากกกก พูดไปได้ไม่อายปากเนาะ!”  เด็กหนุ่มร่างบางเอามือทั้งสองทาบแก้มแล้วทำท่าเขิน

 

         แต่คิบอมก็ยังคงกอดอกแน่น ยืนเงียบ มีเพียงสายตาเท่านั้นที่บอกอารมณ์ของเจ้าตัว ในที่สุดดองแฮก็ส่งเสียงอ่อยๆ

 

         “... โกรธเราจริงๆเหรอ?”

 

         “เออ! โกรธสิ!” คิบอมพูดเสียงเข้ม แล้วส่งสายตาปานเหยี่ยวพิฆาตให้ “เพราะนาย! ฉันถึงกลายเป็นคนร้าย! เพราะนาย ฉันถึงต้องมานอนคุก! เพราะนาย ฉันถึงเสียเวลาไปกับเรื่องบ้าๆบอๆ!”  องครักษ์หนุ่มส่งเสียงดัง แม้จะไม่ดังมากนักเพราะกลัวคนคุมได้ยิน แต่มันก็ดังพอที่จะบอกอารมณ์ของคนพูดตอนนี้

 

         “ฮื้อ...” ดองแฮมีสีหน้าที่หมองลงทันใด “เราขอโทษ เราสำนึกผิดแล้ว” ดวงตาของปลาน้อยมีน้ำใสไหลคลอ เด็กหนุ่มกระพริบตาเพื่อไล่ไอร้อนผ่าวที่ดวงตาของตนออกไป

 

         “....” คิบอมชักใจเสีย... นั่นนายจะร้องไห้เลยเหรอ? คนที่อยากร้องน่ะมันฉันต่างหาก

 

         “เพราะงั้น...” ดองแฮกรีดนิ้วปาดน้ำที่เอ่อขึ้นมาทิ้ง ก่อนส่งเสียงร่าอีกครั้ง

 

         “ฉันถึงมาช่วยนายหนีนี่ไง!”

 

         “...หา?”

 

         “จะอยู่ไปใยในคุกเย็นๆ จะนอนไปใยในที่เปล่าเปลี่ยว เฮาหนีไปโตยกั๋นเต๊อะ!” ว่าแล้วดองแฮก็หย่อนเชือกยาวผ่านช่องกระเบื้อง คิบอมรีบคว้าปลายเชือก และโยนมันกลับข้างบนทันใด ปลายเชือกที่โยนกลับตีเพียะที่จมูกขาวๆของปลาน้อย ดองแฮส่งเสียงโอ๊ยแล้วรีบกุมจมูกตัวเอง

 

         “ง่ะ ทำอะไรน่ะ? ถ้าหน้าหล่อๆเนี่ยเสียโฉมทำไงเนี่ย?”

 

         “จะบ้าเรอะ! นายคิดได้ไงวะ?! ฉันเป็นองครักษ์หลวงนะ! แล้วฉันก็ไม่ได้ทำอะไรผิดด้วย! แค่อธิบายให้เขารู้เขาก็ยอมปล่อยฉันแล้ว! ฉันเป็นเจ้าหน้าที่ทางการนะ เจ้าหน้าที่ที่ไหนวะแหกคุกน่ะ ห๊า!” ถ้าว่ากันตามตรง ด้วยฝีมือระดับองครักษ์ขั้นสูงอย่างคิบอมนั่น แค่ผู้คุมฝีมือกระจอกและคุกเก่าๆนี่ ไม่มีทางจะกักขังเขาได้อยู่แล้ว แต่เพราะคิบอมต้องการทำความเข้าใจกับพรรคมัจฉาทะเล และต้องการสร้างความไว้วางใจให้ได้เพื่อประโยชน์ในการสืบคดี และเหตุผลที่สำคัญก็คือ แม้แต่เขาซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐยังไม่เคารพกฎ เมื่อแหกคุกได้ก็จะแหก แล้วบ้านเมืองนี้จะมีคนเคารพกฎอยู่ได้อย่างไร

 

         ดองแฮเกาหัวแกรกๆ

 

         “นายมั่นใจได้ไงว่าเขาจะเชื่อนาย?” คิบอมหยักไหล่

 

         “ยังไงถ้าชางมินก็ต้องมายืนยันให้ฉันอยู่แล้ว”

 

         “ถ้านายหมายถึง ฝ่ามือทลายภูผา ชางมินล่ะก็ เจ้านั่นโดนอิมจูฮวานลากไปเมาหัวทิ่มเพราะช้ำรักเจ้าสาวหายตั้งแต่เมื่อวาน และคงจะนั่งก๊งกันไปอีกนานเลยแหละ” คำเล่าของดองแฮทำเอาคิบอมปั้นหน้าไม่ถูก ชางมินนะชางมิน ... แกห่วงเพื่อนจริงๆ

 

         “ยังไงถ้าสอบสวนขึ้นมาก็จะรู้ว่าฉันไม่ผิด”

 

         “พรรคมัจฉาทะเลน่ะ เราก็รู้กันว่าโหดแค่ไหน ถ้าเห็นว่านายไม่ผิดแต่นายดันอยู่ผิดที่ผิดทาง นายอาจจะโดนเอาไปฆ่าเพราะเก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์ก็ได้” ... ดองแฮพูดจริงทุกคำ นักโทษของพรรคมัจฉาทะเลมักจะไม่รอดซักราย แม้จะบริสุทธิ์ก็ตาม หรือถ้ารอดก็พิกลพิการซ้ำซ้อนกันเลยทีเดียว

 

         “ถ้าเขาเห็นป้ายประจำตัวของฉัน เขาต้องปล่อยฉันแน่”

 

         “ป้ายนายเป็นป้ายไม้มะเกลือสีน้ำตาลดำอ๊ะเป่า?” ดองแฮถามขึ้นพร้อมมีแววระยับในดวงตา

 

         คิบอมพยักหน้า

         “ถูกต้อง”

 

         “มันเขียนว่า องครักษ์ระดับ 8 แห่งวังหลวงใช่ป่ะ?”

 

         “ถูกต้อง”

 

         “ด้านหลังมีชื่อนาย คิม คิบอม ใช่ป่ะ?”

 

         “ถูกต้อง”

 

         แล้วดองแฮก็หยิบป้ายไม้อันหนึ่งที่ไม่เล็กไม่ใหญ่ ขนาดกำลังพอเหมาะที่จะพกติดตัวไปไหนมาไหนได้ขึ้นมา และหย่อนให้คิบอมดูชัดๆ แล้วพูดเสียงใสว่า

 

         “อ้าว งั้นก็ไอ้นี่น่ะสิ?” คิบอมอ้าปากค้าง ก่อนร้องลั่น

 

         “เฮ้ย! นายไปเอามาจากไหน!!”  ดองแฮยิ้มกว้าง ก่อนพูดเสียงหวานว่า

 

         “เราเพิ่งไปขโมยจากผู้คุมมาเมื่อกี้”

 

         คิบอมยื่นมือไปหาป้ายสีน้ำตาลเข้ม ก่อนพูดเสียงเข้มว่า

         “เอามานี่!”

 

         ดองแฮเอียงคอถามเสียงซื่อ

         “ทำไมอ่ะ?”

 

         “เพราะถ้าไม่มีมัน ฉันก็ออกไปจากที่นี่ไม่ได้น่ะสิ เอามานี่!!”

 

         ดองแฮแลบลิ้นสีชมพูแวบหนึ่ง ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงกวนโอ๊ยว่า

         “งั้นก็ออกมาเอาเองซี่!”

 

         ว่าแล้วดองแฮก็กระโดดออกจากที่นั้น ปล่อยให้คิบอมยืนอึ้งก่อนตัดสินใจใช้พลังยุทธ์ที่ยอดเยี่ยมพุ่งตัวขึ้นสู่หลังคา และสะบัดมือ ก่อนเกร็งพลังเพื่อพลังฝ่ามือ ‘เทพอารักษ์ขั้นที่ 1’ ทำลายหลังคา เสียงระเบิดดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว ก่อนคิบอมจะพุ่งตัวออกจากที่นั่นอย่างรวดเร็ว ดวงตาสีดำของเด็กหนุ่มมองรอบกาย ก่อนพุ่งตัวตามร่างบางของดองแฮที่กระโดดไปมาอย่างร่าเริงบนหลังคากลางเมืองฝูโจว

 

         ป้ายนั่นสำคัญยิ่งกว่าชีวิต ถ้าไม่มีมันฉันโดนไล่ออกแน่!

 

         เพราะฉันต้องการป้ายหรอกนะ ...  เพราะฉันต้องการป้ายหรอก ถึงตามนายมา ...

 

         ให้ตายเหอะ ดองแฮ ฉันไม่ได้อยากจะตามนายเลยซักนิด!

 

         “เอาคืนมานี่นะ!!!”  คิบอมตะโกนก้อง ในขณะที่ดองแฮยิ้มกว้าง ลูกปลาน้อยวิ่งพลิ้วไปตามลม ท่ามกลางแสงสว่างไสวของโคมไฟในเมืองใหญ่ เด็กหนุ่มเหลือบสายตาไปมองด้านหลังเพียงนิด และก็ยิ้มกับตัวเองอย่างดีใจ

 

         ขอเวลาฉันซักนิด ให้นายวิ่งไล่ฉันอย่างนี้ จนกว่าจะเหนื่อย... ถ้าพวกเราเหนื่อยเมื่อไร ฉันอยากพักเหนื่อยด้วยการหลับตานอนเงียบๆ เอาหัวพิงกับไหล่ของนาย และหลับตาลงอย่างสบายใจ

 

         เพราะนายคือที่พักใจที่เดียวของฉันนะ คิบอม

.

.

 

          วันนี้ดาวส่องสว่างจ้า สุกสกาวเหนือยอดไม้ ท้องฟ้าไร้เมฆเผยสีน้ำเงินเข้มโดยมีดาราประดับงดงาม ดวงตาคมใต้คิ้วเข้มมองทางช้างเผือกที่พาดผ่านท้องฟ้าอย่างเหม่อลอย ฟ้าเอ๋ยฟ้า แม้เป็นฟ้าเดียวกันแต่ทำไมฟ้าของที่นี่ชั่งงามนัก ต่างกับฟ้าที่หุบเขาโศกศัลย์ที่แม้งดงามแต่กลับหงอยเหงา ดวงตาคมมองเหล่าดวงดาวที่ประดับฟ้าระยับนั่น ดาวเอ๋ยดาว เจ้ารู้บ้างมั้ยว่าใครมองอยู่ 

 

         เสียงทอดถอนหายใจดังแผ่ว ร่างของหนุ่มรูปงามนั่งพิงอยู่ริมหน้าต่าง ดวงตากลับมามองที่อุ้งมือของตนเอง ในนั้นมีเศษกระดาษยับๆที่ชื้นเหงื่อ มือใหญ่คลี่กระดาษเล็กเพื่ออ่านข้อความนั่นอีกครั้ง

 

         ฆ่าไม่ได้ คุกนะ อย่ารีบร้อน

         ใจเย็นๆ เดี๋ยวก็ได้

 

         ซีวอนขมวดคิ้วเหมือนทุกครั้งที่ได้อ่าน

 

         ใจเย็นๆ เดี๋ยวก็ได้

 

         ได้อะไรล่ะคิบอม? ได้คุยกัน? ได้มองตา? ได้จับมือ? หรือว่า... ได้แอ้ม?

 

         ซีวอนถอนหายใจอีกครั้ง... เฮ้อ... มันคงจะอีกนาน ในเมื่อเจ้านั่นยังคงเป็นอย่างนั้น

 

         “จริงมั้ย? ฮันกยอง?”

 

         ซีวอนพูดขึ้นเบาๆ แต่ร่างโปร่งที่ยืนอยู่ตรงประตู เลิกคิ้วอย่างสงสัย

 

         “จริงมั้ยอะไรครับ?”

 

         ซีวอนหันไปมองเด็กหนุ่มรูปงามช้าๆ ก่อนพูดเสียงเรียบว่า

 

         “นายมาทำอะไรที่นี่?” คำถามของซีวอนทำเอาฮันกยองขมวดคิ้ว

 

         “ผมต่างหากต้องถามคุณ คุณมาทำอะไรที่นี่?” ซีวอนหยักไหล่ เขามองรอบๆเพื่อมองห้องที่ประดับตกแต่งด้วยสีชมพูหวานและสีแดงที่ร้อนแรง ผ้าม่านเป็นผ้าแพรสีแดงสะท้อนแสงเทียนไข และพรมเปอร์เซียสีชมพูอ่อน ที่ระเบียงมีแก้วคริสตันเล็กๆถักร้อยเข้ากับผ้าไหมพรมสีขาวบริสุทธิ์ มองเผินๆที่นี่ดูราวกับห้องของเจ้าหญิงเลยทีเดียว

 

         “ทำไม? ฉันมาที่นี่ไม่ได้เหรอ? แล้วทำไมนายถึงมาที่นี่ได้?” ซีวอนหยุดนิดหนึ่ง ก่อนทำท่านึก “ที่นี่มันมีดีอะไร? นายถึงมาคลุกอยู่ที่นี่คนเดียวทุกครั้งหลังงานเสร็จ?”

 

         ซีวอนมองหน้าฮันกยองนิ่ง ก่อนถามอีกว่า

 

         “หรือว่าเพราะนี่คือห้องของฮีซอล?”

 

         ฮันกยองนิ่งไปนิด ก่อนพยักหน้า

 

         “ครับ เพราะที่นี่คือห้องของฮีซอล...”

 

         ซีวอนหัวเราะขำในลำคอ

 

         “ขำอะไรครับ?”

 

         ซีวอนยิ้มเหยียด

         “นายรู้บ้างมั้ยว่านายไม่ได้คุยกับฉันมากี่วันแล้ว?”

 

         คำถามของซีวอนทำเอาฮันกยองนิ่งคิด เขาไม่เคยนับเลย...

 

         “สามวันแล้ว... นายไม่ได้คุยกับฉันประมาณสามวัน” ซีวอนพูดเบาๆ ฮันกยองพยักหน้า... หืม นานขนาดนั้นเชียวเหรอ?

 

         “แต่พอฉันเข้ามาในห้องนี้ พอฉันพูดเรื่องฮีซอล นายก็ยอมพูดกับฉัน...” ซีวอนพูดยิ้มๆ เป็นรอยยิ้มที่พยายามซ่อนเร้นความรู้สึกบางอย่างอยู่ภายใน

 

         “นายน่ะ... ทะเลาะกับเรียววุค ฉันเองก็พอรู้ว่าเรื่องอะไร ทำไม? เพราะฉันเข้ามาแทนที่ฮีซอลเรียววุคถึงโกรธงั้นเหรอ?”

 

         “เรียววุคเข้าใจว่าคุณเข้ามาแทนที่หรอกครับ ... เขาเข้าใจว่าอย่างนั้น แต่จริงๆแล้วเราก็ต่างรู้ว่าอะไรเป็นอะไร”

 

         ซีวอนพยักหน้า เขาอยากจะถาม อยากจะถามให้กระจ่างชัด แล้วนายเป็นอะไรกับฉัน... แล้วฉันเป็นอะไรกับนาย...?

 

         แต่แทนที่จะถามคำถามที่ตนอยากรู้จริงๆ ซีวอนกลับถามคำถามที่ไม่เกี่ยวกันเลย

 

         “ห้องนี้สวยดีนะ ฮีซอลจัดเองเลยรึไง?”

 

         เมื่อพูดถึงชื่อนั้น ก็ปรากฏรอยยิ้มบางๆบนใบหน้าของฮันกยอง เด็กหนุ่มพยักหน้านิดๆก่อนพูดว่า

 

         “ครับ ไม่น่าเชื่อนะฮะ ฮีซอลเก่งงานศิลปะมาก อย่างม่านข้างหน้าต่างนั่นเขาก็ตัดเอง ผ้าปูโต๊ะนี่ก็ถักเอง แล้วรูปนกที่ฝาผนังนั่นเขาก็วาดเอง ฮีซอลวาดรูปเก่งมากครับ”

 

         “เหรอ? แล้วเขาเคยวาดรูปนายรึปล่า?” ซีวอนถาม

 

         “ครับ” ฮันกยองยิ้มเขิน “ก็แอบวาดน่ะครับ ผมไม่เคยมาเป็นแบบซักครั้ง เหมือนนะฮะ เขาบอกว่าเขาวาดบ่อยมากจนหลับตาขยับพู่กันมั่วๆยังออกมาเป็นหน้าผมเลย” แล้วฮันกยองก็หัวเราะเบาๆ

 

         “พวกนายโตมาด้วยกันเหรอ?”

 

         “ครับ ผมเป็นเด็กกำพร้าที่อาจารย์พามาที่สำนักตอนอายุ 6 ขวบ ต่อมาอีกปีกว่าๆฮีซอลก็เข้าสำนัก ตอนแรกๆเขาไม่ยอมเรียกผมกับศิษย์พี่ฮยอกแจว่าศิษย์พี่ด้วยซ้ำ เขาบอกว่าเขาแก่กว่านะ! ฮะ ฮะ” ซีวอนเองก็หัวเราะบ้าง

 

         “ก็จริง แก่กว่านิ?”

 

         ถึงแม้จะเป็นเรื่องจริง แต่ฮันกยองก็รู้สึกว่าซีวอนกำลังกวนประสาทอยู่นิดๆ

 

         “แล้ว หลังจากนั้นเขาก็ข่มพวกเรา บอกว่า ‘ฉันแก่กว่านะโว้ย! เรียกพี่เด้!’ พูดอย่างนั้นหนักๆเข้าก็เลยโดนอาจารย์เฆี่ยน”

 

         ฮันกยองหัวเราะเบาๆเมื่อนึกถึงภาพฮีซอลตอนเด็กที่ร้องโอดโอยเมื่อครั้งอาจารย์ลงหวาย พอตกดึกก้นก็บวมเป่ง ต้องง้อให้ฮยอกแจไปขโมยยามาทา แต่เพราะทาเองไม่ได้ก็ต้องขอร้องให้ตนกับฮยอกแจเป็นคนทาให้

 

         “แต่พอถึงตอนนี้ เจ้านั่นกลับเต็มอกเต็มใจที่จะเรียกฮยอกแจว่าศิษย์พี่ เพราะ ‘ฉันดูอ่อนกว่าจมเลย’” ว่าแล้วฮันกยองยิ้มแย้มกับความทรงจำที่สดใสกระจ่างชัดเสมอ

 

         ซีวอนกอดอกนิ่งฟังโดยไม่ขัดซักนิด

 

         “ พูดตรงๆแล้วเขาเป็นคนค่อนข้างเอาแต่ใจครับ ใครขัดเป็นไม่ได้ ถ้าจะว่าไป หลังอาจารย์เสียคนที่มีอำนาจมากที่สุดก็คือฮีซอล เพราะแม้แต่ฮยอกแจคนที่เป็นเจ้าสำนักก็ไม่กล้าขัดเขาเลยครับ” ถึงตรงนี้ซีวอนตั้งคำถามขึ้น

 

         “แต่คนที่ขัดได้ก็คือนายใช่มั้ย?”  ฮันกยองยิ้มอายๆ ก่อนพยักหน้า

 

         “เขาฟังผมครับ จริงอยู่ที่ปกติผมต้องตามใจเขา แต่เรื่องใหญ่ๆผมจะเป็นคนตัดสินใจ” ซีวอนพยักหน้าช้าๆ ก่อนถามคำถามที่ฮันฮยองไม่อยากเชื่อว่าจะมีคนถาม

 

         “ใครจีบใครก่อน?” ฮันกยองหน้าแดงนิดๆ ก่อนเบนสายตาไปทางอื่น ซีวอนพยักหน้าอย่างเข้าใจ

 

         “... ฮีซอลจีบนายล่ะสิ?”

 

         “ผม...” ฮันกยองยังคงพูดไม่ออก

 

         เขานึกถึงตอนที่ฮีซอลขยันเอาของขวัญมาให้ทั้งๆที่ไม่ใช่วันพิเศษ ในฤดูร้อนที่อากาศร้อนอบอ้าวก็หมั่นเอาผ้าเหม็นเหงื่อของเขาไปซักให้แม้จะเหน็ดเหนื่อยจากการฝึกขนาดไหนก็ตาม ในฤดูหนาวที่หนาวจัดมีน้ำแข็งเกาะเป็นลิ่มแหลมที่หลังคา ฮีซอลก็อุตสาห์แอบออกนอกสำนักไปซื้อซาลาเปาที่เขาชอบจากในตลาด และกอดมันแนบอกเพื่อให้มันอุ่นจนมาถึงมือของเขา ในวันตรุษต้นฤดูใบไม้ผลิฮีซอลก็จัดแจงเรื่องเครื่องแต่งกายของเขาและลากเขาไปสนุกกับเทศกาลโคมไฟจนลืมเวลากลับ และฮันกยองยังจำรสชาติของขนมไหว้พระจันทร์ที่ฮีซอลต่อแถวยาวเหยียดเพื่อซื้อมากินกับเขาในฤดูใบไม้ร่วง

 

         การกระทำที่ยิ่งกว่าความเอาใจใส่และความห่วงใยที่แม้จะเป็นเส้นใยสายบาง แต่เมื่อมันค่อยๆถักทอทีละน้อย ก็กลายเป็นผ้าผืนใหญ่ที่เรียกว่าความรัก ค่อยๆห่อหุ้มตัวของฮันกยองช้าๆ

 

         ดวงตาทั้งสองของฮันกยองปริ่มไปด้วยน้ำ ความรักครั้งนั้นมันยังคงตราตรึงในจิตใจของเขา และคงไม่มีวันจางหายไป

 

         แต่เด็กหนุ่มก็ต้องสะดุ้งนิดๆ เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆจากเจ้าหุบเขาหนุ่ม รอยยิ้มเหยียดที่น่าขนลุกนั่นทำให้ฮันกยองต้องเอ่ยถามว่า

 

         “หัวเราะทำไมอีกล่ะครับ?”

 

         “นาย... เป็นคนอย่างนี้สินะ?”

 

         “... เอ๋?”

 

         “นาย เป็นคนที่ปฏิเสธคนไม่เป็น” คำพูดของซีวอนทำให้ฮันกยองยืนนิ่ง เสียงทุ้มต่ำของซีวอนยังคงพูดต่อไปว่า

 

         “นาย เป็นคนที่ใครดีด้วย ก็ดีตอบ.. ใครร้ายด้วย ก็สุภาพใส่ แล้วก็ไม่ยุ่งเกี่ยวกับคนๆนั้นซะ”

 

         ราวกับมีไฟร้อนจุดวาบในอก ไม่รู้ทำไมมือกระบี่อันดับหนึ่งแห่งสำนักวิหคเหินจึงเริ่มมีเหงื่อผุดตามไรผม

 

         “เพราะฮีซอลดีกับนายเหลือเกิน นายถึงไม่กล้าปฏิเสธเขา เพราะฮีซอลดีกับนายคนเดียว เขาทำกับนายราวกับเป็นคนพิเศษ นายถึงรู้สึกว่าตัวเองสูงกว่าคนอื่นเสมอเมื่ออยู่กับเจ้านั่น”

 

         ดวงตาของซีวอนบาดคมราวกับมีดแหลม ราวกับว่ามันกำลังแทงทะลุจิตใจของฮันกยองช้าๆ

 

         ซีวอนขย่ำกระดาษแผ่นเล็ก ที่มีคำว่า ใจเย็นๆ จากคิบอมทิ้งไปข้างตัวอย่างไม่ใยดี เด็กหนุ่มลุกขึ้นและเดินเข้าหาฮันกยองที่เริ่มมีริ้วแดงที่ขอบตาน้อยๆ

 

         “นายมันขี้ขลาด กลัวว่าถ้าปฏิเสธฮีซอลไป เจ้านั่นจะไม่เป็นเพื่อนกับนายอีกแล้ว นายกลัวว่าถ้าปฏิเสธเจ้านั่นไป นายจะไม่เป็นคนพิเศษอีกแล้ว ... นายคบกับฮีซอลก็เพราะเจ้านั่นดีกับนายเท่านั้นแหละ...”

 

         ฮันกยองกำมือแน่น แน่นจนเจ็บ ดวงตาของฮันกยองจ้องมองใบหน้าของซีวอนที่ยื่นเข้ามาใกล้อย่างท้าทาย

 

         “นั่นมันไม่ได้เรียกว่า ‘รัก’ หรอก ... จริงมั้ย? ฮันกยอง?”

 

         ผัวะ!

 

         ร่างสูงของซีวอนเซเพียงนิด แม้จะเป็นหมัดที่รุนแรง แต่เพราะซีวอนมีพลังยุทธ์ที่ยอดเยี่ยม จึงทำให้ร่างของเขายังคงยืนตรงอยู่ได้ แต่ผลจากหมัดก็เรียกเลือดที่มุมปากของเจ้าหุบเขาหนุ่มได้เช่นกัน ซีวอนหันมามองร่างโปร่งที่หายใจหอบด้วยความโกรธตรงหน้า ก่อนแลบลิ้นเพื่อทำความสะอาดมุมปากของตัวเองแล้วยิ้มนิดๆ

 

         ฮันกยองที่เหงื่อท่วมกายขมวดคิ้วแน่น ทำไมเจ้านี่ยังคงยิ้มอยู่ได้ ทำไมกัน ทำไมถึงต้องพูดอย่างนี้!?

 

         “ทำไมฉันถึงพูดอย่างนี้งั้นเหรอ?” ซีวอนเริ่มเดาใจของฮันกยองอีก เขาเคลื่อนร่างเข้าไปประชิดตัวของฮันกยอง ก่อนผลักเด็กหนุ่มชิดกับกำแพง

 

         “แล้วฉันพูดถูกมั้ยล่ะ ฮันกยอง?” ซีวอนพูดเสียงต่ำ ก่อนเคลื่อนริมฝีปากเข้าหาฮันกยองอย่างช้าๆ

 

         แม้ลมหายใจจะรินรด แม้จะใกล้แค่เอื้อม แต่เสียงที่ดังจากเด็กหนุ่มทำให้ซีวอนชะงัก ประโยคสั้นๆทำให้เจ้าหุบเขาผู้ยิ่งใหญ่ตัวแข็งทื่อทันใด

 

         “น่าสงสาร...”

 

         ซีวอนกระพริบตาถี่ ก่อนถอยร่างออกจากฮันกยอง และถามคำถามจากดวงตา

 

         “น่าสงสารเหลือเกิน ...” ฮันกยองยังคงพูดต่อไปด้วยประโยคเดิมด้วยสีหน้าเคร่งขรึมและจริงจัง ซีวอนเลิกคิ้วสูง

 

         “ใครน่าสงสาร?”

 

         “คุณไง... คุณน่าสงสาร...”

 

         “...”

 

         แล้วฮันกยองก็พูดสิ่งที่ตนคิดออกมาอย่างแช่มช้าแต่ชัดแจ้ง

         “คุณคงไม่เคยมีสินะ คนที่ทำให้รู้สึกว่าเป็นคนพิเศษ...”

 

         “....”

 

         “คุณไม่เคยรู้สินะ ว่าเวลามีคนคอยห่วงใยมันเป็นยังไง คุณไม่เคยรู้ ว่าความเหนื่อยมันสามารถหายไปได้เมื่อเห็นคนๆเพียงคนเดียว...”

 

         “...”

 

         “คุณมันไม่เคยรู้ เพราะงั้นถึงได้เที่ยวดูถูกความรักของคนอื่นไปทั่ว ใช่...”

 

         เพียงเสี้ยววินาทีก่อนจบประโยค มือของร่างสูงก็คว้าคอของฮันกยองเข้ามาใกล้ด้วยความแรง และริมฝีปากเรียวก็ประกบเข้ากับริมฝีปากนุ่มของฮันกยองทันใด ลิ้นเรียวที่ร้อนฉ่ารุกล้ำเข้าไปในโพลงปากของฮันกยองด้วยความร้อนแรง ฮันกยองพยายามดันอีกฝ่ายออกไปด้วยความตื่นตระหนก แต่นั่นยิ่งกระตุ้นให้ซีวอนเร่งเร้าเข้าไปลิ้มรสความหวานปนขมที่อยู่ภายใน มือของเจ้าหุบเขาหนุ่มกดร่างของฮันกยองเข้ากับกำแพงขาว มือขวาของเขาดันหัวไหล่ให้ติดแน่นกับกำแพง ส่วนมืออีกข้างหนึ่งก็กุมข้อมือขวาของฮันกยองเอาไว้ มือซ้ายของฮันกยองที่พยายามทุบอกกว้างของซีวอนค่อยๆอ่อนแรงลงเนื่องจากขาดอากาศ ซีวอนจึงถอนริมฝีปากออกเพียงนิด แต่เพียงนิดเท่านั้น

 

         ใบหน้าหล่อเหลาถอยออกจากใบหน้าของฮันกยองเพียงครู่หนึ่ง ดวงตาคู่คมดูหวานซึ้งลง มันกวาดมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อของฮันกยองอย่างถี่ถ้วน ก่อนที่เจ้าของดวงตาคู่นั้นจะก้มลงจูบลงริมฝีปากของฮันกยองอย่างแผ่วเบาอีกครั้ง มือขวาของร่างสูงลูบไล้หัวไหล่ของฮันกยองอย่างอ่อนโยน เจ้าหุบเขาหนุ่มปลดปล่อยอารมณ์ไปกับความเย้ายวนใจที่มี

 

         ส่วนฮันกยองนั้นแม้จะไม่สนองตอบสิ่งใดต่อเจ้าหุบเขาหนุ่ม แต่ความหวานและความอ่อนนุ่มของซีวอนก็ทำให้ฮันกยองเผลอไผลไปกับอารมณ์แปลกประหลาดที่เกิดขึ้นภายใน มันเป็นความรู้สึกที่เบาหวิวราวกับสายลมพัด อบอุ่นราวกับดวงไฟในฤดูหนาว และเย็นฉ่ำราวกับไอน้ำของฝนแรกฤดู  มือกระบี่อันดับหนึ่งแห่งสำนักจึงไม่กล้าผลักไสร่างของซีวอนอีกต่อไป

 

         จนกระทั่งร่างสูงค่อยๆถอนริมฝีปากออกช้าๆ ทำให้ฮันกยองกลับคืนมีสติอีกครั้ง

         มือใหญ่ลูบไล้ที่แก้มนุ่มของฮันกยอง ก่อนที่เจ้าตัวจะพูดด้วยเสียงอ่อนเบาว่า

 

         “ใช่แล้ว.. ฮันกยอง... ฉันไม่เคยมีความรัก...”

 

         ฮันกยองกระพริบตานิด เขาไม่อยากสบตาคมคู่สวยตรงหน้าเลย แต่ราวกับมีแรงดึงดูดที่ไม่อยากรับรู้ดึงให้ดวงตาของคนทั้งคู่ประสานแน่น

 

         “ฉันไม่เคยมีคนพิเศษ ฉันไม่เคยมีคนห่วงใย ฉันไม่เคยมีคนรอคอย...” เสียงของเจ้าหุบเขาเริ่มหนักแน่นขึ้นเมื่อถึงประโยคต่อไป

 

         “แต่ฉันคิด ว่าฉันเจอคนๆนั้นแล้ว...” ฮันกยองมีใบหน้าที่แดงฉ่าขึ้นทันทีเมื่อได้ยินประโยคนี้ มันเป็นประโยคที่เขาไม่คาดว่าจะได้ยินจากปากเจ้าหุบเขานิสัยเสียคนนี้เลยซักนิด

 

         “นายคิดว่าไง ฮันกยอง? ... เรื่องที่ฉันเจอ คนๆนั้นแล้ว...หือ?”  ซีวอนก้มลงเพื่อประกบริมฝีปากอีกครั้ง แต่ฮันกยองเบนตัวหลบทันใด เจ้าหุบเขาหนุ่มจึงได้เพียงแค่จูบใบหูคู่สวยของคนตรงหน้าเท่านั้น

 

         แต่กระนั้น ซีวอนก็ยังคงส่งเสียงเบากระซิบกระซาบเข้าไปในหูของฮันกยอง

 

         “... ตอบฉันซิ... นายคิดว่าไง...?”

 

         ฮันกยองส่งเสียงต่ำในลำคอ ก่อนจะอ้าปากพูดประโยคต่อไป

 

         “แย่แล้ว!!”

 

         เสียงตะโกนดังลั่นที่ประตู ทำให้ทั้งสองคนผละออกจากกันทันใด โดยเฉพาะร่างของซีวอนที่โดนฮันกยองผลักกระเด็นไปไกล ทั้งสองมองไปที่ประตู ที่นั่นมีร่างอ้วนๆของคังโฮดองยืนหอบอยู่

 

         จอมยุทธ์ฉายายิ้มแย้มในดาบมีใบหน้าที่เหนื่อยหนักจากการวิ่งมาเป็นระยะเวลานาน เขาพูดด้วยเสียงตะกุกตะกักว่า

 

         “ฮันกยอง! เรียววุคพา... พา...”

 

         ชื่อของศิษย์น้องทำให้ฮันกยองตื่นตัวทันที

 

         “มีอะไรครับท่านอา? เรียววุคเป็นอะไร?”

 

         “เรียววุค เรียววุคพาศิษย์น้องกว่าร้อยคนบุกพรรคฟ้าคำราม!!!”

.

.