กระดาษสีน้ำตาลแผ่นเล็กถูกม้วนอย่างดี ก่อนถูกพันรอบขานกพิราบตัวน้อยที่ร้องเบาๆ มือเรียวค่อยๆจับนกพิราบก่อนที่ดวงตาคู่งามจะจ้องมองมันอย่างมีความหวัง เสียงหวานพูดเบาว่า

 

         “เจ้านกน้อย ช่วยหน่อยนะ บินให้ถึงสำนักวิหคเหินล่ะ”

 

         ว่าแล้วฮีซอลก็ปล่อยนกบินสู่ฟ้ากว้างพร้อมรอยยิ้ม

         หวังว่าเมื่อฮันรับจดหมายแล้ว คงจะมารับฉันในไม่ช้า

 

         มารับฉันด้วยนะที่รักจ๋า อีกเดี๋ยวเราก็ได้อยู่ด้วยกันแล้วน้า...

 

         แต่แล้ว รอยยิ้มของฮีซอลก็ละลายหายไปโดยพลัน เมื่อเจ้านกตัวอ้วนบินกลับมาที่เดิมทันใด

 

         “นี่ๆ ทำไมไม่บินไปล่ะ? บินไปสิ” ฮีซอลพยายามใช้มือดันร่างเจ้านกพิราบขาวให้บินขึ้นสู่ท้องฟ้า แต่ดูเหมือนว่าเจ้านกจะส่งสายตาที่อ่านได้ว่า

 

         ‘ทำไมฉันต้องทำตามที่นายสั่งด้วยล่ะ? หือ?’ แล้วมันก็สะบัดหน้าหนีก่อนจิกเศษฝุ่นรอบๆกายไปตามเรื่อง

 

         “นี่ๆ นายเป็นพิราบสื่อสารไม่ใช่เหรอ? ทำหน้าที่หน่อยเด้!!”

 

         เจ้านกน้อยส่งสายตาว่า

         ‘ขอร้องฉันสิ?!’

 

         อารมณ์ของฮีซอลพุ่งจี๊ด~

         “นี่! เป็นแค่นกพิราบเจือกหยิ่งเหรอ?! ห๊า! เดี๋ยวแม่จับลงกระทะทอดซะเลยเนี่ย!!”  

 

         นกพิราบพ่นลมหายใจจากจมูก และส่งสายตาว่า

         ‘นายต้องพึ่งฉันน้า... ไปเอาอาหารมา แล้วก็ขอร้องฉันงามๆ แล้วฉันจะบินไปให้ ฮ่าๆ’

 

         “....”

 

 

         คยูฮยอนเดินเยาะๆมาตามทางเดิน เพื่อตามหาฮีซอลที่แอบแวบไปไหนก็ไม่รู้ และเขาก็ได้ยินเสียงร้องกรี๊ดกร๊าดจากห้องเก็บนกพิราบสื่อสาร องครักษ์หนุ่มรีบวิ่งเข้าไปดู แล้วก็ต้องร้องลั่นว่า

 

         “แม่น๊าง! ทำอะไรอ่ะ?! แม่นางจะฆ่านกรึไง!?” ว่าแล้วคยูฮยอนก็รีบเข้าไปจับแยกฮีซอลกับเจ้านกผู้โชคร้าย แต่ดูเหมือนมือที่กำคอนกของฮีซอลจะแน่นมากจนแกะไม่ค่อยได้ ส่วนเจ้านกนั่นก็กระพือปีกผับๆเหมือนจะตายแหล่มิตายแหล่อยู่มะรอมมะล่อ

 

         ฮีซอลซึ่งกำลังบีบคอนกและเขย่าร่างมันไปมาก็เค่นเสียงว่า

         “นี่แน่ะ! ตายซะ ตายๆๆๆๆ”

 

         “แว๊ก! แม่น๊าง เดี๋ยวมันได้ตายจริงๆหรอก อย่าน้า! แม่น๊าง!” และแล้วคยูฮยอนก็สามารถจับแม่นาง.. ง่า.. จอมยุทธ์หนุ่มฮีซอลกับนกพิราบกวนโอ๊ยออกจากกันได้

 

         “ปล่อยนะ! ฉันจะฆ่ามัน!”  ฮีซอลดิ้นและชี้นิ้วไปที่นกสีขาวที่ไอคอกแค่กอยู่บนโต๊ะ

 

         “โธ่แม่น๊าง ปล่อยมันไปเหอะ ไอ้ตัวนี้ถึงใช้มัน มันก็ไม่เคยบินไปถึงที่หมายซักทีอ่ะ!”  คยูฮยอนพยายามส่งเสียงอธิบายพร้อมกับกอดเอวของฮีซอลไว้ด้วย

 

         “ทำไมมันจะไม่ถึงที่หมาย มันก็นกพิราบสื่อสารไม่ใช่เรอะ!!” ฮีซอลหยุดดิ้นก่อนหันมาแว๊ดกับคยูฮยอน องครักษ์หนุ่มหน้าใสรีบปล่อยฮีซอล ยิ้มแห้งๆก่อนพูดด้วยเสียงเจี๋ยมเจี้ยมว่า

 

         “... แม่นาง ไอ้ตัวนี้มันชอบเถลไถล แอบแว๊บไปหาอาหารกิน ตอนนี้มันก็เลยอ้วนบึ๊กจนบินแทบไม่ไหวแล้ว แม่นางอย่าไปใช้มันเลยนะ”

 

         ฮีซอลมองไปที่นกพิราบตัวอ้วนที่ส่งสายตาอาฆาตมาให้ ... เกิดมาก็เพิ่งเคยเห็นนกพิราบส่งสายตาจิกกัดให้นี่แหละ ... นี่มันนกพิราบสื่อสารของวังหลวงเหรอเนี่ย?

 

         “ก็ได้! แล้วนกตัวอื่นมันหายไปไหนหมดล่ะ?” ฮีซอลถามอย่างสะบัดเสียง ก่อนชายสายตาไปที่กรงขังนกพิราบที่ว่างเปล่า

 

         “ผมเพิ่งส่งนกพิราบไปแจ้งที่วังหลวงว่าพระคู่หมั้นมาถึงที่หมายแล้วอ่ะครับ แล้วก็ต้องส่งข้อมูลไปถึงขุนนางใหญ่ๆด้วย เพราะงั้น..ง่า” คยูฮยอนปาดเหงื่อเมื่อสบกับดวงตาโตๆของฮีซอล ... โกรธแล้ววุ๊ย โกรธแล้วอ่ะ

 

         “... ที่นี่ก็เลยเหลือแต่ไอ้นกตัวนี้ตัวเดียวแหละครับ”

 

         “ว่าไงน๊า!!”  คยูฮยอนสะดุ้งก่อนก้าวเท้าถอยหลังหนีไปนิด ...แง้ๆ ใครก็ได้ช่วยเค้าที

 

         “ทำไมมันน้อยอย่างงี้วะ! ไม่สิ นายจะส่งนกพิราบอะไรมากมายน่ะ จะส่งไปหาพระแสงดาบอะไรเล่า!! ห๊า! ทำไมถึงใช้ทรัพยากรของชาติเปลืองอย่างนี้!! แล้วทำไมไม่เก็บไว้ให้ฉันซักตัวสองตัววะ!! เหลือแต่ไอ้อ้วนเนี่ย แล้วมันจะใช้อะไรได้ฟ่ะ!!!”

 

         เหมือนกับร่างของฮีซอลพองโตคับห้อง คยูฮยอนกุมมือทั้งสองที่อก หน้าซีดลงทุกที และถอยหลังจนติดผนัง ในใจก็คร่ำครวญ...

 

         อ๊ากกกกกก... น่ากลัวชิบเป๋ง องค์เง๊กเซียนฮ่องเต้ หงอคง ซันจั๋ง ใครก็ได้ช่วยผมที...

 

         “แม่นางฮีซอลคร้าบ....” เสียงหวานๆของซองมินเหมือนระฆังช่วยชีวิตคยูฮยอน ฮีซอลหันไปส่งเสียงแหลมกับซองมินที่ยืนแอบอย่างกล้าๆกลัวๆอยู่ข้างประตู

 

         “อะไรวะ?!”

 

         “ไปดูการประลองดีมั้ยคร้าบ... มันส์นะคร้าบ เรื่องนกพิราบเดี๋ยวพวกผมจัดการให้คร้าบ น้าคร้าบบบบ” 

ซองมินพยายามใช้เสียงอ่อนหวานสุดฤทธิ์ทั้งที่เหงื่อแตกจนแทบจะเป็นลมอยู่แล้ว

 

         ฮีซอลหันมามองคยูฮยอนที่ยืนขาสั่นน้ำตาเอ่ออย่างน่าสงสาร แล้วสะบัดหน้าแล้วตอบว่า

         “ก็ได้! พวกนายอย่าลืมส่งจดหมายให้ฉันด้วยนะ!!” ว่าแล้วพี่แกก็เดินกระแทกส้นออกไป

 

         ซองมินหันมามองคยูฮยอนที่ขยับปากโดยไม่ส่งเสียง สามารถอ่านปากได้ว่า

         โค-ตะ-ระ-สยองขวัญเลยง่า... นายระวังน้า

 

         ซองมินรีบขยับปากที่อ่านได้ว่า

         อื้อ เดี๋ยวตัวเองเก็บนกแล้วรีบมาน้า... เค้ากลัว

 

         คยูฮยอนก็ส่งสัญญาณปากว่า

         เดี๋ยวเรารีบตามไป รักษาชีวิตจนกว่าไว้จนกว่าจะพบเราน้า...

 

         ซองมินกระพริบตาถี่ด้วยความซาบซึ้ง

         อื้อ... เค้าจะระวังตัวนะคยู

 

         คยูฮยอนก็ซึ้งเช่นกัน

         มินมิน

 

         น้ำใสเริ่มเอ่อในดวงตาของซองมินแล้ว

         คยูจ๋า

 

         ก่อนที่คยูฮยอนจะได้ตอบอะไร ร่างของฮีซอลก็โผล่แว๊บมายืนข้างกายซองมิน ก่อนกอดคอของซองมินและส่งสัญญาณปากให้กับคยูฮยอนและซองมินว่า

         สวีทกันไม่ดูตาม้าตาเรือเดี๋ยวก็ได้เจอนรกจริงๆหรอก จริงมั้ย มินมิน คยูจ๋า?

 

         ซองมินพยักหน้ารัวกับฮีซอลซึ่งส่งสายตามัจจุราชมาให้

         “ครับผม! เรารีบไปกันเหอะครับ”  ว่าแล้วฮีซอลก็ลากซองมินที่ทำหน้ายังกะอยากจะร้องไห้ออกจากที่นั่น

 

         คยูฮยอนที่ใจเต้นตูมตาม มองแผ่นหลังของซองมินและฮีซอลซึ่งรีบเดินไปที่ลานประลอง

 

         ผู้หญิง.. แฮ่ม ... ผู้ชายอย่างนี้ องค์ชายชอบเข้าไปได้ไงว้า...?

 

 

 

 

 

         เพื่อเป็นการสานสัมพันธภาพระหว่างแคว้น และเป็นการฆ่าเวลาเล่นขององค์หญิงยูนาและองค์ชายลีทึก ทั้งสองคนจึงจัดการประลองย่อยๆขึ้น ซึ่งนักสู้ของทั้งสองฝ่ายมาจากกองทหารผู้ติดตามจากทั้งสองกองทัพ

 

         ในตอนแรกนั้น อ๋องเจ็ดคัดค้าน เพราะในวันนี้นักสู้ฝีมือดีอย่างคิบอมหรือคนอื่นๆก็ไม่อยู่ ก็เพราะที่นี่ไม่ใช่วังหลวงทหารฝีมือดีจึงไม่ได้มาประจำที่นี่ อีกทั้งตนต้องทิ้งทหารฝีมือเยี่ยมไว้ที่ชายแดนเพื่อป้องกันเหลียวซึ่งตรึงกำลังไว้อยู่ ทหารที่มีตอนนี้จึงมีพอมีฝีมือบ้าง แต่ก็ไม่ใช่คนวรยุทธ์ยอดเยี่ยมถึงขนาดจะเป็นตัวแทนของคนในแคว้นประลองวรยุทธ์ได้ โอกาสแพ้จึงมีสูงเพราะองครักษ์ที่ติดตามองค์หญิงมาเป็นองครักษ์สุดยอดฝีมือทั้งนั้น

 

         และอ๋องเจ็ดยังมองว่าถ้าเราแพ้ไป มันจะเป็นการเสียหน้าเป็นอย่างยิ่ง แต่องค์ชายลีทึกก็ยืนยันให้จัด เพราะจะได้เป็นการวัดขุมกำลังของแคว้นเหลียวไปในตัว

 

         อ๋องเจ็ดนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้สีแดง และมองไปที่ลานประลองอย่างไม่สบายใจ ดวงตาของเขาเหลือบมองลีทึกกับยูนาที่นั่งคู่กันอยู่ไม่ห่างนัก

  

         ไม่เห็นเป็นไรเลย’เด็จอา ถ้าแพ้ เราก็ไม่เสียหายอะไร ดีซะอีกเขาจะได้ประมาทเราไงล่ะ ถ้าต้องรบกันจริงๆจะได้ตีพ่ายไปได้ง่ายๆ”

 

         ลีทึกยิ้มก่อนพูดประโยคนี้ อ๋องเจ็ดส่ายหน้าอย่างกังวล จริงอยู่ที่ลีทึกมีเหตุผลที่อยากจะดูวิทยายุทธ์ของฝ่ายเหลียว และไม่สนผลการประลอง แต่เกียรติของซ้องจะถูกลบหลู่เอาน้า... ไม่สิ เกียรติขององค์รัชทายาทนั่นแหละจะแปดเปื้อน

 

         อ๋องเจ็ดถอนหายใจ บางครั้งลีทึกก็ไม่สนเกียรติยศอะไรเลย ปล่อยตัวตามสบายเกินไป น่าเป็นห่วงเหลือเกิน

 

         ลีทึกกระพือพัดอย่างสบายอารมณ์ เขาดูการประลองอย่างสนุกสนาน ถึงแม้ว่าตอนนี้ฝ่ายซ้องจะเสียเปรียบอยู่ก็ตาม องค์ชายรูปงามหันไปพูดกับองค์หญิงยูนาว่า

 

         “ทหารฝ่ายเหลียวเก่งกาจเหลือเกินครับ” 

 

         องค์หญิงยิ้มแย้ม ก่อนตอบว่า

         “นั่นเพราะฝ่ายซ้องออมมือให้ต่างหากล่ะคะ”

 

         ลีทึกยิ้มอย่างสุภาพก่อนหันไปดูการประลองต่อ และก็สะดุดตากับร่างหนึ่งที่เพิ่งเข้ามานั่งในเก้าอี้ว่าง ห่างจากตัวเขาไปเยอะเลยทีเดียว

 

         ฮีซอลซึ่งเพิ่งนั่งเก้าอี้เขม่งมองดูการประลองอย่างไม่สบอารมณ์

         “.. เหมือนซ้องใกล้จะแพ้เลยนะ” ซองมินซึ่งยืนอยู่ด้านหลังฮีซอลก็หันไปกระซิบกับทหารข้างๆ แล้วหันมาพูดกับฮีซอลว่า

 

         “จริงๆแล้วแพ้ไปสามครั้งแล้วครับ เราเพิ่งชนะได้แค่หนึ่ง”

 

         “อะไรนะ! แพ้หลุดลุ่ยเลยนี่!”

 

         ซองมินหน้าย่น

         “ถึงโวยกับผมก็ไม่เกิดอะไรขึ้นหรอกครับ ช่วยไม่ได้ฮะ ทหารของเราที่นี่ในตอนนี้ฝีมือไม่ถึง ในขณะที่ฝั่งนู้นเขาส่งคนฝีมือดีมาสู้”

 

         “แล้วนายไม่ลงประลองล่ะ?”

 

         ซองมินส่ายหน้า

         “วรยุทธ์ของผมจะสูงสุดเมื่อใช้ดาบคู่กับคยูฮยอน การประลองนี้ใช้สองคนในคราวเดียวไม่ได้ครับ ผิดกติกา”

 

         ฮีซอลขมวดคิ้วแน่น

 

         และเสียงร้องก็ดังขึ้นจากคนในลานประลอง ทหารของฝ่ายซ้องถูกเจ้ายักษ์ใหญ่ฝ่ายเหลียวทุ่มหลังกระแทกพื้นจนเสียงกระดูกแตกดังลั่น นักสู้ฝ่ายเหลียวชูมือไปโดยรอบและหัวเราะก้อง ทหารฝ่ายเหลียวต่างปรบมืออย่างดีอกดีใจ ส่วนฝ่ายซ้องต่างนิ่วหน้าขมวดคิ้วอย่างโกรธแค้น

 

         “เฮ้! ซ้องมีดีแค่นี้รึไง?!” เจ้าคนบนเวทีประลองพูดท้าทายทหารซ้องที่ยืนหน้าแดงด้วยความโกรธอยู่

อ๋องเจ็ดขยับตัวอย่างอึดอัด

 

         “ส่งคนฝีมือดีกว่านี้มาเซ่!” ยักษ์ใหญ่หัวเราะร่า พร้อมกับเสียงหัวเราะของทหารฝ่ายเหลียว

 

         อ๋องเจ็ดเคลื่อนตัวลุกขึ้นอย่างโกรธจัด มันจะล้ำเส้นไปแล้วนะ

 

         แต่ก่อนที่อ๋องรูปงามจะพุ่งตัวสู่ลานประลอง ร่างบางร่างหนึ่งก็กระโดดสู่ลานหินอย่างสง่างาม ลีทึกอ้าปากค้างเมื่อเห็นร่างๆนั้นยืนยิ้มอย่างท้าทาย

 

         ฮีซอลมองหน้าเจ้ายักษ์หน้าเหี้ยมและพูดว่า

         “... ฉันนี่แหละจะล้มนายเอง เตรียมตัวไว้ให้ดีเถอะ”

 

         เสียงเฮดังขึ้นจากทหารฝ่ายซ้อง ซองมินปรบมือร่าและมองคยูฮยอนที่เพิ่งวิ่งมายืนข้างๆได้ไม่นาน

 

         “แม่นางน้อยเอาจริงแล้ว!~”

 

         ลีทึกหันไปมองอ๋องเจ็ด พร้อมส่งสายตาขอความช่วยเหลือ ... ฮีซอลยังไม่หายดี ถ้าให้ประลองเกรงว่าจะกระทบกับบาดแผลเก่า เสด็จอาช่วยหน่อยเถอะ!

 

         อ๋องเจ็ดเบนใบหน้าหนีจากสายตาของลีทึก เขาเองก็อยากดูฝีมือของฮีซอลเหมือนกัน และถ้าฮีซอลไม่ลงไปเขาก็ต้องลงไปเอง ... ถ้าเขาประลองฝ่ายนู้นจะเห็นฝีมือระดับแม่ทัพหมด ... เป็นเรื่องที่ควรจะหลีกเลี่ยงอย่างยิ่ง

 

         องค์ชาย ถ้าจะโทษก็โทษตัวเองที่คิดไม่รอบคอบเถอะนะ

 

         ลีทึกมองการประลองอย่างกระวนกระวาย เสียงระฆังดังขึ้นพร้อมกับการหายใจไม่ทั่วท้องขององค์ชายแห่งต้าซ้อง

 

         กิริยาของลีทึกทั้งหมดอยู่ในสายตาของยูนาซึ่งมองอยู่ไม่ห่าง 

 

         แต่แล้ว ลีทึกก็เริ่มหมดความกังวล เมื่อฮีซอลใช้กระบี่อย่างพลิ้วไหว ร่างบางใช้วรยุทธ์ที่ยอดเยี่ยมแทงกระบี่อย่างซับซ้อน เจ้ายักษ์ใหญ่มองร่างของฮีซอลอย่างลายตา และเมื่อรู้ตัวอีกที ฮีซอลกระโจนตัวไปด้านหลังของคู่ต่อสู้แล้ว และเมื่อนักสู้จากเหลียวรีบหันไปมองฮีซอล เสื้อผ้าของเขาก็ฉีกขาดเกือบทั่วร่าง เจ้ายักษ์ใหญ่หน้าซีดลงทันใด หากฮีซอลกดกระบี่อีกนิด มันจะต้องเฉือนเนื้อของเขาเป็นชิ้นๆอย่างแน่นอน

 

         เสียงเฮจากฝ่ายซ้องดังก้อง ซองมินและคยูฮยอนปรบมืออย่างเริงร่า

         “เย้! แม่นางน้อยของเราชนะแล้ว!”

 

         ยูนาขมวดคิ้ว ก่อนโบกมือให้นักสู้ผู้ใช้กระบองเข้าโจมตี

 

         แต่เพียงไม่นาน กระบองคู่กายของนักสู้แห่งเหลียวก็ถูกตัดขาดเป็นสามท่อนเมื่อเจอเพลงกระบี่ของฮีซอล ฮีซอลยิ้มเมื่อมองกระบี่ของตนเอง กระบี่ดี เยี่ยมมาก สมกับเป็นกระบี่ของราชสำนัก เฉือนโลหะได้อย่างสบายเลย 

 

         ยูนาโบกมือให้นักสู้ผู้ใช้แส้ออกมา ในตอนแรกแส้ซึ่งมีปลายหนามสามารถเกี่ยวเสื้อของฮีซอลจนขาดแคว่กได้ ทำให้ลีทึกลุกขึ้นอย่างห่วงใย แต่ด้วยความเร็วของฮีซอล ปลายกระบี่คมก็แทงเข้าเนื้อแขนของเจ้าคนใช้แส้จนต้องปล่อยแส้หลุดจากมือ

 

         ลีทึกค่อยๆนั่งลงอย่างหมดกังวล เขาหันมายิ้มให้กับยูนาที่มีสีหน้าเคร่งเครียดเพียงนิด

         “อย่ากังวลไปเลยครับ แค่การประลองเล่นๆนี่ฮะ เสมอกันก็น่าจะพอแล้ว” ยูนาเลิกคิ้ว ก่อนหันไปมองลีทึกและพูดว่า

 

         “ใครว่าจะพอแล้วล่ะคะ?”  ลีทึกจ้องมององค์หญิงผู้งดงามอย่างสงสัย

 

         “แล้วพระองค์จะส่งใครมาอีกล่ะครับ? ทหารที่ลงชื่อไว้ก็หมดแล้วด้วย?”  องค์หญิงยิ้มแล้วลุกขึ้นทันใด ร่างบอบบางกระโจนสู่ลานประลองท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึง แล้วพระคู่หมั้นก็พูดเสียงหวานว่า

 

         “เราลงประลองได้ใช่มั้ย? ชื่อของเราอยู่ในใบนั่นนี่นะ?”

 

         “แต่... แต่พระองค์ลงพระนามในฐานะผู้รับผิดชอบนะพะยะค่ะ” ทหารผู้คุมการประลองพูดตะกุกตะกัก องค์หญิงยิ้มก่อนหันไปรับเปิดกล่องที่นางกำนัลยกมาให้

 

         “ลงชื่อก็คือลงชื่อ ขนาดฝั่งนู้นยังไม่ได้ลงชื่อยังลงมาประลองได้เลย จริงมั้ยท่านฮีซอล?”

 

         ฮีซอลยืนอึ้ง นี่ต้องลงชื่อก่อนหรอกเหรอ? แล้วทำไมไม่มีใครบอกว่ะ? แถมยังไม่มีใครห้ามอีกตะหาก

 

         “เอาเถอะ ในเมื่อลงมาแล้วพวกเราก็จะสู้อย่างถึงที่สุดเถอะนะ” แล้วองค์หญิงยูนาก็หยิบลูกตุ้มเหล็กลูกเล็กๆที่ห้อยติดกับริบบิ้นเส้นบางออกจากกล่องขาว แม้จะดูบอกบาง ขาดง่าย แต่ริบริ้บนั่นทำมาอย่างพิเศษ ถักทอด้วยเส้นไหมทองและแทรกด้วยเส้นทองแดงบางๆ จึงเหนียวและแข็งแรงยิ้งกว่าโซ่เส้นใหญ่ๆ

 

         ฮีซอลรีบประสานมือคารวะ และพูดว่า

         “หม่อมฉันไม่กล้าประลองกับองค์หญิงหรอกพะยะค่ะ” 

 

         ยูนายิ้ม ก่อนพูดว่า

         “ท่านคงจะกลัวเราบาดเจ็บ ไม่ต้องกลัวนะ เราไม่เป็นอะไรหรอก” 

 

         ฮีซอลส่ายหน้า ก่อนพูดว่า

         “หม่อมฉันไม่กล้าหรอกพะยะค่ะ”

 

         ยูนานิ่งคิด ก่อนมองไปที่องค์ชายที่ลีทึกที่ลุกขึ้นยืนและส่งสายตาห่วงใยมาให้ฮีซอล

         “ถ้าท่านไม่กลัวเราบาดเจ็บ แสดงว่าเห็นว่าการประลองนี้มันไม่ได้รางวัลอะไร เอาเช่นนี้แล้วกัน เรามาประลองกัน ใครชนะจะได้องค์ชายลีทึกเป็นผู้ติดตามหนึ่งวัน”

 

         ทั่วทั้งลานประลองเกิดเสียงฮือฮา อ๋องเจ็ดเริ่มนั่งไม่ติด จะให้องค์รัชทายาทแห่งต้าซ้องเป็นผู้ติดตามงั้นเหรอ? จะบ้ารึไง!?

 

         “พระองค์ไม่ติดขัดอะไรใช่มั้ยเพคะ? องค์ชายลีทึก?” ยูนาหันไปมองลีทึก ในขณะที่อ๋องเจ็ดภาวนาอย่างยิ่งยวดให้องค์รัชทายาทปฏิเสธไปซะ พระองค์ ได้โปรดเห็นแก่เกียรติของตัวเองด้วยเถ๊อะ!

 

         “อื้ม! เราตกลง!” คำตอบรับของลีทึกทำเอาอ๋องเจ็ดกุมขมับ ... โอย... ให้มันได้อย่างนี้สิ!

 

         ลีทึกยิ้มร่า อะไรไม่รู้ล่ะ แต่ดูเหมือนจะมีหญิงงาม (จริงๆผู้ชายหนึ่งคนนะ) สองคนกำลังประลองกันเพื่อแย่งชิงตัวเขาอยู่  แหมๆ .... เรานี่ชั่งหล่อจนมีหญิงต่อสู้กันเพื่อได้ตัวเราเลยนะเนี่ย ฮ่าๆ

 

         “แต่ผมไม่ตกลง!” เสียงเข้มของฮีซอลทำเอาลีทึกยิ้มค้าง ในขณะที่ยูนาขมวดคิ้ว

 

         “ทำไมล่ะท่านฮีซอล?” 

 

         ฮีซอลกรอกตาก่อนพูดอย่างเบื่อๆ

         “ก็รางวัลมันไม่ดึงดูดใจพะยะค่ะ”  ถ้าเป็นแก้วแหวนเงินทองมันก็ว่าไปอย่าง อันนี้เอาไอ้ตัวที่ทำตัวเป็นผู้ติดตามฉันอยู่แล้ว มอบตำแหน่งผู้ติดตามให้อีก ... จะเอาไปทำไมล่ะน่ะ?

 

         คำตอบของฮีซอลทำให้ลีทึกกระพริบตาปริบๆ .... รางวัลไม่ดึงดูดเหรอแม่นาง? ผมมันไม่ดึงดูดใจตรงไหนล่ะ?

 

         องค์หญิงยูนาพยักหน้า และพูดว่า

         “เข้าใจแล้ว งั้นการประลองครั้งนี้ซ้องถอนตัว เหลียวชนะแล้วกัน ท่านอารักษ์ จดไว้ เราชนะซ้องแล้ว” อารักษ์ฝ่ายเหลียวพยักหน้า และรีบจรดพู่กันลงกระดาษ ฮีซอลรีบส่งเสียง

 

         “อ้าวๆ ทำไมเป็นอย่างนี้ล่ะพะยะค่ะ”

 

         “ก็ท่านถอนตัวนี่ ท่านฮีซอล ซ้องก็แพ้สิ เราชนะอย่างขาวสะอาดนะ ... จริงๆแล้วถ้าท่านไม่มา ซ้องก็จะแพ้เหลียวอยู่แล้วล่ะท่านฮีซอล” ได้คำว่า ซ้องจะแพ้เหลียวอยู่แล้ว และรอยยิ้มขององค์หญิงนั่นแหละ ที่ทำให้ฮีซอลอารมณ์พุ่งปรี๊ด

 

         มือกระบี่เจ้าอารมณ์กระชับกระบี่ในมือ ก่อนชี้กระบี่มาที่องค์หญิง และพูดเสียงเข้มว่า

         “งั้นเรามาประลองกันเลย องค์หญิง ผมบอกไว้ก่อนนะ ถึงจะเป็นผู้หญิงแต่ผมไม่ออมมือให้หรอก”

 

         ยูนาแย้มยิ้ม ก่อนประสานมือคาราวะและพูดว่า

         “เราก็ต้องการเช่นนั้นอยู่แล้ว”

.

.

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet