เสียงถอนหายใจดังแผ่วที่ริมหน้าต่าง เปลือกตาบอกบางของฮีซอลกระพริบสองสามที ก่อนจะลืมกว้างเพื่อมองไปรอบห้อง ภาพที่เขาเห็นคือแผ่นหลังของเด็กหนุ่มรูปงามกำลังเหม่อมองดวงจันทรากลมโต ฮีซอลดึงผ้าห่มออกก่อนก้าวเท้าเดินไปยืนอยู่ข้างๆ ดวงตาของเขาไล่มองเพื่อนหนุ่มที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เล็ก ผมตรงยาวปะบ่ารับกับใบหน้าคมสัน ดวงตาโศกแกมเศร้าที่แม้จะมีแววเหนื่อยล้า แต่กลับมีประกายจ้ามั่นคง จมูกโด่งคมสันบ่งนิสัยที่แน่วแน่ จริงจัง ริมฝีปากบางที่เม้มแน่นบอกว่าเขากำลังมีบางอย่างในใจ ภาพของชายหนุ่มรูปงามยืนท่ามกลางแสงจันทร์ในยามนี้ ทำให้เด็กหนุ่มหน้าสวยแทบไม่อยากส่งเสียงเพื่อทำลายภาพตรงหน้าไป ฮีซอลจึงปล่อยให้ดวงตาของตนจ้องมองภาพนี้ให้นานเท่านาน


                จนฮันกยองรู้สึกถึงสายตาใครบางคน เขาจึงค่อยๆหันมามองอย่างประหลาดใจ


               “ยังไม่นอนอีกเหรอ? ฉันทำให้นายตื่นรึเปล่า?”


                ฮีซอลส่ายหน้า


                “ฉันนอนไม่หลับน่ะ นายมายืนทำอะไรตรงนี้?”


                “... กำลังมองวิวน่ะ สวยนะ”


               ภาพตรงหน้าคือหมู่ตึกสีขาวกลางหุบเขาลึกที่สร้างขึ้นอย่างอลังการและงดงาม หมู่ตึกโศกศัลย์ไม่มีความเศร้าหมองอย่างชื่อ สิ่งก่อสร้างทั้งหมดสิบกว่าตึกล้วนสร้างจากฝีมือช่างชั้นเลิศ ใช้วัสดุล้ำค่า และเมื่อแสงจันทร์ฉาบฉายอาบร่างของมัน หมู่ตึกเหล่านี้ก็สร้างทิวทัศน์ที่งดงามราวกับภาพวาดของศิลปินเอก เป็นภาพของสวรรค์ที่ไม่มีจริงบนพื้นโลก


               “ใครหนอช่างสรรค์สร้างสิ่งก่อสร้างที่งดงามปานนี้ได้...” ฮีซอลเบ้ปาก


               “ฉันเชื่อว่าที่อื่นก็คงจะงามกว่านี้ แต่เพราะเราไม่ได้ออกจากสำนักมานาน ก็เลยไม่ค่อยได้เห็นโลกกว้างมากกว่า” ฮันกยองหัวเราะในลำคอ


                “นายไม่ชอบที่นี่ ไม่สิ นายไม่ชอบเจ้าของที่นี่” ฮีซอลพยักหน้ารัว


                “ถูกต้อง! รึนายชอบ?” ฮีซอลถามย้อนกลับ ฮันกยองยิ้มก่อนยกมือขวาขึ้นเพื่อลูบแก้มของฮีซอลอย่างเบามือ


                “ชอบไม่ชอบมันไม่เกี่ยวกัน ฉันรู้ว่านายหมั่นไส้เขา แต่เขาช่วยเราได้ เราถึงต้องอดทน” เด็กหนุ่มหน้าสวยใจเต้นรัวเร็ว เขาคว้ามือของฮันกยอง ก่อนกุมมันไว้แน่น


                “นาย... มีเรื่องกลุ้มใจอะไรเหรอ?” ฮันกยองถอนหายใจอีกครั้ง


                “ฉันห่วงศิษย์พี่เจ้าสำนัก ป่านนี้ไม่รู้เป็นยังไงแล้ว ศิษย์พี่ฮยอกแจยิ่ง... เฮ้อ วรยุทธ์ไม่ถึงขั้นอยู่ด้วย” ฮีซอลพยักหน้าอย่างเข้าใจ เป็นเพราะฮยอกแจเป็นลูกเจ้าสำนักคนก่อน จึงได้สืบทอดตำแหน่ง แต่พูดถึงคนที่มีวรยุทธ์สูงสุดในสำนัก ก็คือฮันกยอง เพราะฉะนั้นฮันกยองและฮีซอลจึงมีหน้าที่พิเศษตอนเย็นคือฝึกซ้อมวรยุทธ์กับเจ้าสำนัก


                 คิดถึงตอนนี้ฮีซอลก็อดขำไม่ได้ ฮันกยองขมวดคิ้ว


                 “นายยังขำออกอีกเหรอ?” ฮีซอลส่ายหน้า ดวงตาที่หรี่เล็กลงเพราะกลั้นหัวเราะเสไปมองทางอื่น


                 “คิดถึงตอนที่เราฝึกพิเศษให้เจ้าสำนักน่ะ ... ไม่เป็นไรหรอกฮันกยอง คนดีผีคุ้ม เจ้าสำนักต้องปลอดภัย”


                 “ฉันคิดไม่ออกจริงๆว่าใครเป็นคนลักพาตัวท่านเจ้าสำนักไป หวังว่าเจ้าหุบเขาคงมีคำตอบให้กับเรา” ฮีซอลทำหน้ามุ่ยเมื่อได้ยินชื่อนั้น


                 “เจ้านั่นจะเก่งกาจขนาดนั้นเชียวรึ?” ฮีซอลพูดพลางมองหน้าฮันกยองที่ขมวดคิ้วแน่นมากขึ้น นั่นทำให้เขารู้ว่าอีกสิ่งหนึ่งที่ฮันกยองกังวล คือเรื่องที่ว่าซีวอนจะช่วยพวกเขาได้รึไม่? จะเก่งกาจตามคำร่ำลือรึเปล่า? ฮีซอลยิ้มนิดก่อนยื่นหน้าไปหอมแก้มฮันกยองอย่างรวดเร็วจนเด็กหนุ่มตกใจ


                  “อย่ากังวลไปเลย! ไม่มีอะไรที่พวกเราฮันซอลจัดการไม่ได้!” แล้วฮีซอลก็กำมือทั้งสองข้างมาเบื้องหน้าก่อนยิ้มกว้างแล้วขยับมือขึ้นลงไปมาพร้อมกัน “สู้ๆสู้ตาย!”


                 ฮันกยองหัวเราะลั่น เด็กหนุ่มค่อยๆเดินเข้าหาฮีซอล สองแขนรวบร่างบางเข้าใกล้ และเคลื่อนริมฝีปากเข้าหาอีกฝ่าย ฮีซอลครางเบาๆเมื่อลิ้นของทั้งสองพบกันในโพรงปาก เด็กหนุ่มหน้าสวยหลับตาลงอย่างเคลิบเคลิ้ม   จนกระทั่งฮันกยองถอนริมฝีปากออก ฮีซอลจึงลืมตาขึ้น


                  “... ไปที่เตียงกันเถอะ...” ฮันกยองหัวเราะนิดๆก่อนก้มไปงับริมฝีปากล่างของฮีซอล


                  “ไม่ได้ครับ ที่นี่ไม่ใช่บ้านนะครับ เดี๋ยวคนอื่นมาเห็นเข้า..” ฮันกยองพูดสุภาพเป็นการล้อเลียน ฮีซอลยื่นปากอย่างไม่พอใจ และเปลี่ยนท่าทีอีกครั้ง  


                  “... นิดหนึ่ง ไม่ส่งเสียงหรอก... นะ” ฮีซอลบอกพร้อมส่งสายตาหวานซึ้ง ริมฝีปากแดงราวกับกลีบกุหลาบเผยอเล็กน้อย มันเป็นท่าที่ทำให้ให้ฮันกยองใจเต้นโครมคราม... ผู้ชายอะไรน่าจับกดชะมัด


                  แต่เจ้าตัวยังคงทำเสียงเข้มแล้วปล่อยร่างบาง 


                  “ไม่ได้ ถึงตอนนั้นทีไรนายส่งเสียงดังทุกที... เดี๋ยวคนในตึกก็แตกตื่นกันหมดหรอก...” แล้วฮันกยองก็เดินไปเพื่อล้มตัวลงนอนบนเตียงของตน เขานอนหันหลังให้เด็กหนุ่มหน้าหวานที่จ้องมองอยู่อย่างเสียดาย และเพียงครู่เดียวก็มีเสียงหายใจสม่ำเสมอเป็นสัญญาณบอกว่าร่างนั้นได้หลับลึกไปแล้ว


                   ฮีซอลถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน เขาพึมพำเบาๆ


                   “... หลอกให้เขาอยาก แล้วก็จากเขาไป... ใจร้าย” แล้วร่างบางก็เดินกระแทกเท้ากระโดดขึ้นเตียงของตน

 

 

....................................
                    
                   ทั้งสองไม่มีทางรู้ ว่าที่ตึกฝั่งตรงข้ามนั้นมีร่างสูงสง่าร่างหนึ่งจ้องมองอยู่


                   ร่างนั้นมองภาพของทั้งสองพลอดรักกันด้วยสายตาที่เย็นเยือก พัดสีขาวในมือขยับเพยิบอย่างเบามือ ชายหนุ่มเจ้าของร่างซ่อนตัวอยู่ในเงามืดของตึก จนกระทั่งจอมยุทธ์ทั้งสองจากสำนักวิหคเหินเดินจากหน้าต่างไปแล้ว จึงค่อยๆเคลื่อนร่างออกมาปรากฏต่อแสงจันทร์ ใบหน้าราวกับหยกสลักนั้นกำลังมีสีหน้าที่ขุ่นมัวราวกับไม่พอใจอะไรบางอย่างเป็นอย่างมาก


                   “... รักกันดีนะ” ซีวอนพูดพึมพำกับตัวเอง ไม่รู้ทำไมจิตใจของเจ้าหุบเขาโศกศัลย์ถึงมีความรู้สึกประหลาดราวกับพายุพัดอยู่ภายใน มันเป็นพายุที่มืดดำและรุนแรง เป็นพายุที่ต้องการทำลายล้างทุกสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้สิ้นซาก


                   “อยากรู้จัง... ถ้าจับพวกนายสองคนแยกกันแล้วจะเป็นยังไง”

 


.....................................................
                       
                   “เท่าที่รู้ เจ้าสำนักนายไม่เคยมีเรื่องกับใครใช่มั้ย?” เสียงเข้มดังขึ้นที่โต๊ะ ฮันกยองที่นั่งเก้าอี้ห่างไปไม่เท่าไรพยักหน้า


                   “ครับ” ฮีซอลหยิบถ้วยน้ำชาขึ้นจิบ ตอนนี้ทั้งสามนั่งอยู่ในห้องหนังสือที่มีชั้นหนังสือเรียงรายเต็มห้อง ฮีซอลมองไปรอบๆและกรอกตาไปมา ถึงหนังสือจะเยอะก็ใช่ว่าเจ้าของห้องจะฉลาดนะ หนังสือเป็นร้อยเล่มเจ้านี่อ่านซักสิบเล่มรึเปล่าก็ไม่รู้


                   “แล้วความแค้นของรุ่นก่อนๆ?”


                   “ท่านเจ้าสำนักรุ่นก่อนๆพอจะมีความขัดแย้งกับผู้อื่นบ้าง แต่เมื่อท่านเหล่านี้สิ้นไปแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดมาทวงความแค้นกับสำนักเราอีกเลยครับ”


                   ซีวอนยกมือขวาขึ้นลูบคางของตน เด็กหนุ่มมีแววตาที่ครุ่นคิด


                   “ได้ยินว่าสำนักวิหคเหินคุมการค้าแถบแม่น้ำเว่ยเหอใช่มั้ย? ร่วมกับกลุ่มสิบสองนักกษัตร” ฮีซอลพยักหน้าอย่างทึ่งๆ ...มันรู้อีกแล้วแฮะ


                   “ใช่ครั้บ” ฮันกยองเป็นคนตอบ


                   “... เหนือแม่น้ำเว่ยเหอคือเส้นทางการค้าของพรรคฟ้าคำรามสินะ ... พวกนายไม่เคยติดต่อกับพรรคนี้นี่”


                   “เราต่างคนต่างอยู่ เพราะสินค้าไม่เอื้อกัน เขาค้าพวกของป่าจากทางเหนือ ส่วนพวกเรารับสิ่งทอจากพวกเปอร์เซีย เลยไม่เคยมีความขัดแย้งกันครับ..”


                   “แล้วนายรู้ใช่มั้ยว่าของป่าที่ว่ามันมาจากไหน?” ซีวอนย้อนถาม ฮันกยองยิ่งงัน


                   “มาจากพวกเหลียว ใช่รึเปล่า?” ฮันกยองถอนหายใจ เขาพยักหน้า


                   “ถูกต้องแล้วครับ”


                   “สงครามระหว่างซ่งเหลียวมันจบไปตั้งนานแล้ว นายรู้ใช่ป่ะ?” ฮีซอลพูดขึ้น ซีวอนหันไปมองอย่างเหยียดๆ


                   “ใช่ แต่ก็ใช่ว่าจะปะทุอีกไม่ได้” แล้วซีวอนก็หันมาพูดกับฮันกยอง “ได้ยินว่าทางเหลียวเริ่มส่งคนลงใต้ นายพอจะรู้เรื่องมั้ย?”


                   “มีเหลียวที่ขอสินค้าผ่านการค้าของเราเหมือนกัน แต่เราปฏิเสธเพราะของที่เรามีอยู่มันมากเกินกว่าจะดูแลทั่วถึง” ฮันกยองพูด แล้วเขาก็ฉุดคิดอะไรได้บางอย่าง


                   “รึว่า...” คำพึมพำจากฮันกยองเรียกรอยยิ้มจากปากของซีวอนได้


                   “อะไร? หรือว่าอะไร?” ฮีซอลถาม


                   “การที่สำนักเราปฏิเสธไป เหลียวจะมองว่าสำนักเราต่อต้านเขารึเปล่า?”


                   “ช่วงก่อนหน้านี้ที่เมืองไคเฟิงมีคนแปลกๆเข้ามาเยอะมั้ย?” ซีวอนเปลี่ยนเรื่องพูด


                   “... ผมไม่ได้ออกจากสำนักเลยไม่ค่อยรู้ แต่พรรคกระยาจกเองก็เคยบ่นว่ามีเศรษฐีต่างถิ่นเข้ามากว้านซื้อที่ดินแถบการค้าอยู่”


                   “ต่างถิ่นนั่น มันถิ่นไหนกัน?”


                   “... ทางเหนือนะครับ ถ้าจำไม่ผิด...” เมื่อพูดเสร็จฮันกยองจึงหันไปพูดกับฮีซอลว่า “เราต้องไปคุยกับพรรคฟ้าคำรามแล้ว”


                   ซีวอนยิ้ม เจ้านี่หัวไวไม่เบา


                   “ทำไมอ่ะ?”


                   “นี่อาจเป็นเรื่องระหว่างเหลียวกับซ่ง แต่ก่อนอื่นเรื่องที่ศิษย์พี่ฮยอกแจหายไปอาจเกี่ยวกับพรรคฟ้าคำราม”


                   “ยังไงอ่ะ?”


                   “เพราะพรรคฟ้าคำรามติดต่อกับเหลียว อาจจะต้องการเส้นทางการค้าเพิ่มขึ้น เหลียวถึงพยายามติดต่อกับเรา แต่เมื่อเราไม่ตอบสนองเขาถึงใช้แผนสกปรก”ถึงตรงนี้ฮันกยองเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดอย่างลังเล “ไม่แน่ว่าตอนนี้ศิษย์พี่ฮยอกแจอาจจะไม่มีชีวิตอยู่แล้วก็ได้” ฮีซอลหน้าซีดลงทันที


                   “ไม่แน่หรอก... เพราะเท่าที่ดูเขาไม่ฆ่าประจานให้เป็นตัวอย่าง แต่กลับจับตัวไปคงเพื่อเรียกร้องอะไรบางอย่าง” ซีวอนพูดอย่างสุขุม ฮันกยองพยักหน้าเห็นด้วย


                   “ฮีซอล รีบเดินทางเถอะ..”


                   “นายจะไปเลยเหรอ?” ซีวอนพูดท้วง ฮันกยองพยักหน้า


                   “แน่นอน ขอบใจนะที่ช่วยน่ะ” ฮีซอลตอบแทนทันควัน ซีวอนมีสีหน้าไม่พอใจ


                   “จะทำยังไง เดินดุ่มๆเข้าไปคุยกับเขาเลยงั้นสิ? ถ้าเขาจับเจ้าสำนักนายไปจริง เขาจะยอมรับเหรอ?” ซีวอนถาม ฮันกยองชะงักฝีเท้า เขาเหลียวมามองร่างสูงที่นั่งหลังโต๊ะไม้ตัวใหญ่


                   “ถึงเขาไม่ยอมรับเราก็ต้องไป ถึงจะมีใครว่าเราไปหาเรื่องเขา เราก็ต้องทำ” ฮีซอลตอกกลับ


                   “ไม่ต้องห่วงนะครับ ยังไงพวกเราก็พอมีฝีมืออยู่บ้าง คงจะได้เบาะแสอะไรบางอย่าง” ฮันกยองพูดแล้วหมุนตัวเพื่อเดินจากไป


                   “ให้ฉันไปด้วยมั้ยล่ะ?” คำพูดของซีวอนทำให้ฮันกยองชะงัก เขาหันมามองใบหน้าหล่อเหลานั่นอีกครั้ง ซีวอนเอนตัวไปพิงพนักเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์


                    “ฉันน่ะ พอจะมีอำนาจและความสามารถในการเจรจาอยู่บ้าง งานนี้นายต้องการคนแบบฉันอย่างมากเลยนะ” ฮีซอลพ่นลมจากปาก


                    “ใครต้องการคนอย่างนาย เชิญอยู่ในหุบเขาห่างไกลความเจริญอย่างนี้ไปเถอะ!~ ไปกันฮันกยอง!”


                    ฮันกยองชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง เขามองซีวอนที่ยกเท้าทั้งสองขึ้นพาดโต๊ะแล้วกระติกเท้านิดๆ ใบหน้าของเด็กหนุ่มผู้มีฉายามือกระบี่สุภาพบุรุษมีสีหน้าครุ่นคิด


                    ในที่สุด ฮันกยองก็พูดว่า


                    “ถ้าคุณจะเต็มใจไปกับเรา ผมจะดีใจมากครับ”


                    ฮีซอลอ้าปากค้างอย่างไม่เชื่อหู ส่วนซีวอนยิ้มนิดๆอย่างสมใจ


                    มันต้องอย่างนี้สิ!

 

===============================================

 

สุดท้ายคนเขียนอยากบอก 


1. เรื่องนี้อิงยุคสมัยกับสมัยราชวงศ์ซ้องเหนือในจีน (จริงๆอยากเขียนประวัติศาสตร์เกาหลี แต่ความรู้ไม่แน่น กลัวโดนด่า TT TT) 
2. ศัตรูของซ้อง (ซ่ง) คือแคว้นเหลียวจริงๆ (ใครนึกไม่ออกก็นึกถึงขุนศึกตระกูลหยางเข้าไป นั่นแหละเขาตีกะเหลียว) แคว้นเหลียวอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน อาจจะ(เดานะ) อยู่แถบเหลียวหนิง จี้หลิน และเฮยหลงเจียง อากศหนาวมากมาย ปัจจุบันเป็นแหล่งผลิตอุตสาหกรรมหนักขนาดใหญ่ (บอกทำไมเนี่ย)  
3. เมืองหลวงของซ้องเหนือ คือ ไคเฟิง (เมืองเปาวุ่นจิ้นจ๊ะ)
4. ชื่อสำนัก คน  และเหตุการณ์อื่นๆในเรื่องนี้สร้างขึ้นทั้งหมด 
5. สำนักวรยุทธ์ในจีนสมัยก่อนสามารถรับงานนอกจากสอนวรยุทธ์ได้ (ไม่ใช่เฉพาะพรรคเท่านั้นนะจ๊ะ) ดังนั้นการที่สำนักวิหคเหินจะคุมเส้นทางการค้าจึงไม่ใช่เรื่องแปลก (มั้ง? แต่นักเขียนส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบให้สำนักต่างๆเล่นเรื่องการค้าซะเท่าไร)

edit @ 13 Jan 2011 19:38:35 by landi

edit @ 21 Jan 2011 02:18:20 by landi

edit @ 21 Jan 2011 18:23:42 by landi

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ทำไมเจ๊ไม่ชอบวอนอ่ะ

#1 By yaimajunk (118.173.132.99) on 2011-01-17 11:11

วอนมีแผนอะไรกันน้า

ทำไมเจ๊ถึงไม่ชอบวอนนะ เหมือนรู้ว่าวอนต้องการอะไร

#2 By DiCeMbRe (212.1.1.63) on 2011-01-19 12:15

เจ็บจี๊ดๆกับฮันซินอ่าา

แต่แอบสะใจคำพูดของวอน
“อยากรู้จัง... ถ้าจับพวกนายสองคนแยกกันแล้วจะเป็นยังไง”

คึคึคึคึ

#3 By กุร๊ากป๋า (49.228.144.167) on 2011-10-13 17:12