“ซู๊ดดดดดดด” เสียงดูดเส้นก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กดังลั่น บ่งบอกถึงความเอร็ดอร่อยของผู้กินเต็มที่ ดองแฮเคี้ยวเส้นก๋วยเตี๋ยวอุ่นในปากอย่างสบายใจ ดวงตาเหลือบมองคนที่นั่งข้างก่อนพูดเสียงอมลิ้น

 

          “ไอ้อินอ่ะ?” (ไม่กินล่ะ?) ว่าแล้วลูกปลาน้อยก็ผลักชามก๋วยเตี๋ยวเส้นเส้นเล็กที่ตัวเองสั่งมาเป็นพิเศษให้กับคนข้างๆ กลิ่นหอมยั่วน้ำลายไม่ได้ทำให้องครักษ์หนุ่มรูปงามรู้สึกหิวขึ้นแต่อย่างใด

 

          “อินอี๊ อะไอ้อีแองอิ่งอันอ่อ” (กินซี่ จะได้มีแรงวิ่งกันต่อ) เหมือนจะเป็นปาฏิหาริย์ที่แม้จะมีเส้นก๋วยเตี๋ยวพร้อมกับลูกชิ้นอีกสามลูกเต็มปาก แต่ดองแฮก็สามารถขยับลิ้นและส่งเสียงได้

 

          คิบอมมองคนข้างๆอย่างสุดจะหมั่นไส้ แล้วถามว่า

          “ทำไมต้องกินด้วยล่ะ?” 

 

          ดองแฮเลิกคิ้ว ก่อนกลืนอาหารในปากลงคอไปทันใด

          “ก็เราเหนื่อยจนหิวกันแล้วนี่ ก็ต้องกินสิ?” ดองแฮตอบคำถามด้วยคำถาม คิบอมจึงถามต่อว่า

 

          “แล้วทำไมถึงเหนื่อยจนหิวล่ะ?”  

 

          ดองแฮก็ตอบทันควัน

          “ก็เพราะเราวิ่งไล่จับกันมานานน่ะสิ”

 

          “แล้วทำไมเราถึงวิ่งไล่จับกันล่ะ?”

 

          “ก็เพราะนายต้องการป้ายของนาย ฉันก็มีป้ายนาย นายก็เลยไล่จับฉัน”

 

          คิบอมพยักหน้า แล้วสรุปว่า

          “เพราะงั้น นายควรคืนป้ายของฉันมา เราจะได้ไม่ต้องวิ่งไล่จับกันอีกไง”

 

          ดองแฮนิ่งไปนิด ก่อนพยักหน้า

          “คิดอีกที เรามาวิ่งไล่จับกันอีกรอบดีกว่านิ? แต่หลังกินข้าวเสร็จก่อนนะ”

 

          ว่าแล้วดองแฮก็ยกชามก๋วยเตี๋ยวขึ้นซดโฮก ก่อนยกมือเรียกเสี่ยวเอ้อแล้วสั่งด้วยเสียงอันดังว่า

          “เสี่ยวเอ้อๆ หมี่ชาม เล็กชาม ใหญ่ชาม ชิ้นเยอะๆ ไม่ผัก!”  (เสี่ยวเอ้อๆ บะหมี่หนึ่งชาม เส้นเล็กหนึ่งชาม เส้นใหญ่หนึ่งชาม ลูกชิ้นเยอะๆ ไม่เอาผักนะ)

 

          เสี่ยวเอ้อรับคำ ก่อนร้องถามอีกว่า

          “ใหญ่หมด เล็กเทียมปลาหมู?” (เส้นใหญ่หมดแล้วคร้าบ เอาเส้นเล็กแทนมั้ย? ใส่กระเทียมเจียวรึเปล่า?  ลูกชิ้นปลาก็มีน้า หรือจะเอาลูกชิ้นหมูแบบเดิม?)

 

          ดองแฮตะโกนกลับ

          “หมี่สองไม่เทียมหมู”  (งั้นเอาเส้นหมี่มาสองชามเลย ไม่เอากระเทียม เอาลูกชิ้นหมูนั่นแหละ)

 

          แล้วซักพัก ชามก๋วยเตี๋ยวสามชามก็วางตรงหน้าเด็กหนุ่มทั้งสอง คิบอมมองอย่างทึ่งๆ ... มันสั่งกันยังไงของมันวะ? ยังกะรหัสลับ แล้วยังสั่งกันรู้เรื่องอีกแน่ะ 

 

          “อินอี้” (กินซี่) แล้วเสียงอู้อี้จากดองแฮก็ดังขึ้นอีกหลังจากเจ้าตัวโซ้ยเส้นหมี่ไปครึ่งชาม แต่จู่ๆ คิบอมก็ถามเรื่องเคร่งเครียดทันที

 

          “... ทำไมนายต้องระเบิดคลังสินค้าของปาร์กชินยัง?”

 

          ดองแฮนิ่งคิด ก่อนกลืนอาหารในปากและพูดงึมงำว่า

          “ลืมไปแล้วอ่ะ... ถามเรื่องโบราณจัง ถามเรื่องใหม่ๆหน่อยจิ”  

 

          คิบอมขมวดคิ้ว ก่อนเปลี่ยนเรื่อง

          “... งั้นทำไมนายถึงปลอมตัวเป็นเจ้าสาวของอิมจูฮวาน”

 

          “แหม... ฉันก็อยากลองเป็นเจ้าสาวกะเค้าบ้างสิ? นิ?” ดองแฮยิ้มกว้าง และเสริมว่า “ฉันอนุญาตให้นายเป็นเจ้าบ่าวน้า...เอาป่ะ? ไม่คิดสินสอดด้วยเอ้า!”

 

          “ฉันถามซีเรียสนะ!” คิบอมเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาแล้ว องครักษ์หนุ่มส่งเสียงแข็งเพื่อขู่ให้ลูกปลาน้อยกลัวบ้าง 

 

          “ฉันก็ซีเรียสนะ!”  ดองแฮตบโต๊ะลั่นจนคนทั้งร้านหันมามอง คิบอมกลับเป็นฝ่ายสะดุ้งกลับ

 

          “นี่ฉันจริงจังนะเนี่ย! ตั้งนานแล้ว! นายไม่รู้ใจฉันบ้างรึไง!!??” เจ้าปลาน้อยตะโกนลั่น

 

          ทั่วทั้งร้านนิ่งเงียบ มีแค่เสียงแม่ค้าที่ขายของอยู่นอกร้านที่ร้องขายขนมจีบซาลาเปาเท่านั้น แต่ร้านทั้งร้านซึ่งเป็นร้านอาหารใหญ่ที่สุดในเมืองกลับเงียบงัน ลูกค้าทุกโต๊ะต่างหันมามองที่โต๊ะกลางร้านซึ่งสองหนุ่มนั่งอยู่เท่านั้น เสี่ยวเอ้อสองคนต่างหยุดเสิร์ฟอาหาร ก่อนค่อยๆเดินเข้ามายืนอยู่ที่โต๊ะข้างๆไม่ห่างไปมากนัก

 

          “เราสองคนต่างก็รู้จักกันมานานแล้ว” เสียงของดองแฮราบเรียบ แต่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด คิบอมนั่งนิ่งอย่างพูดอะไรไม่ออกเมื่อเห็นดวงตาที่เริ่มมีน้ำเอ่อของดองแฮ

 

          เสียงคราง ...หืม... ดังขึ้นแผ่วจากคนทั่วร้าน บางคนเริ่มขยับตัวเข้ามาใกล้โต๊ะของสองหนุ่มมากขึ้น

 

          “แต่นายไม่เคยรับรู้ดวงใจของฉันเลย...” 

 

          ... โถ...  คนทั้งร้านต่างอุทานเสียงเบา หญิงชราคนหนึ่งควักผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับน้ำตาที่เริ่มไหลริน

 

          “นายไม่เคยเห็น ดวงใจที่เต็มไปด้วยความรักนี้ อัดแน่น จนอึดอัด ใจทั้งใจของฉัน ที่มีแต่นายเท่านั้น”

 

          ....อ้า... เสียงครางด้วยความสงสารของคนรอบกายลอยตามลมพร้อมๆกับเสียงขยับเก้าอี้ให้ชิดเข้ามาอีก ดองแฮซับน้ำตาที่เอ่อล้นจากตาคู่สวย

 

          “นายมันใจร้าย ใจร้าย ใจร้าย... ใจร้ายกับฉันนัก!” ดองแฮตัดเพ้ออย่างโศกเศร้า

 

          ....โอ้... ชายหนุ่มผู้หนึ่งยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดน้ำใสที่ไหลข้างแก้ม เสี่ยวเอ้อเอาผ้าเช็ดโต๊ะเช็ดน้ำตา ชายชราคนหนึ่งซบหน้าตนเข้ากับไหล่ของชายหนุ่มล่ำบึกที่สูดน้ำมูกดังลั่น

 

          “ทำยังไง นายถึงจะเห็นความในใจของฉันบ้าง!?” ดองแฮตั้งคำถามที่ทำเอาคิบอมนั่งนิ่ง ... จะให้เขาตอบอะไรได้ล่ะ?

 

          ทันใดนั้น คิบอมก็รู้สึกถึงสายตาจำนวนมากที่เฝ้ามองเขาสองคนอยู่ เมื่อองครักษ์หนุ่มหันไปมองรอบกายก็สะดุ้งโหยง เฮ้ย! ตั้งแต่เมื่อไรเนี่ย?!

 

          ตอนนี้ทั้งสองคนอยู่ท่ามกลางวงล้อมของลูกค้าที่มากินข้าวในร้าน เสี่ยวเอ้อ เถ้าแก่ แม่ครัว พ่อครัว คนครัว ขอทานหน้าร้าน แม่ค้าขายซาลาเปานอกร้าน และยังมีคนที่ระบุฐานะไม่ได้อีกสองสามคน (คาดว่าน่าจะเป็นพวกเดินผ่านมาแล้วขอมาแจม) คนทั้งหลายต่างมีน้ำไหลเอ่อคลอในดวงตา ใบหน้าเศร้าหมอง นิ่งเงียบงันราวกับกำลังดูละครรันทดชีวิตระกำอยู่ยังงั้นแหละ

 

          คิบอมหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย เขาเริ่มเรียกชื่อคนตรงหน้าเบาๆ

          “ดองแฮ... ฉันว่าเรื่องนี้...”

 

          แต่เจ้าปลาน้อยกลับทำสิ่งที่ไม่คาดคิด นั่นคือ เด็กหนุ่มคุกเข่าลงทันใด

 

          เสียงฮือดังขึ้นทั่วร้าน หญิงชรากำผ้าเช็ดหน้าแน่น เสี่ยวเอ้อยัดผ้าเซ็ดโต๊ะเข้าปากเพื่ออุดเสียงอุทาน เถ้าแก่เอามือกุมหน้าอกก่อนกัดริมฝีปากลุ้นเต็มที่ ไม่ว่าใครที่อยู่ในร้านนี้ต่างพยายามไม่ส่งเสียงซักกะแอะ เพื่อดูละครสดที่มีพระเอกนางเอกขอความรักซึ่งกันและกัน (ใครเป็นพระเอกใครเป็นนางเอกล่ะเนี่ย?)

 

          แล้ว ลูกปลาน้อยรูปหล่อก็ส่งเสียงร้องเพลงแผ่วว่า

 

          อี รอน นา เอ มา อึม ฮอ รัก แฮ ชุล แร  

          พยอง แซง คยอ เท อี ซึล เก I Do

          นอล ซา รัง ฮา นึน กอล I Do

          นูน กวา พี กา วา โด อา กยอ ชู มยอน ซอ I Do

          นอ รึล ชี คยอ ชุล เก My Love

 

          โปรดอนุญาตให้ดวงใจดวงนี้ทำตามใจเถอะนะ  

          ฉันให้คำมั่น ว่าฉันจะอยู่เคียงข้างตลอดไป  

          ให้คำมั่น ว่าจะรักเธอชั่วนิจนิรันดร์ 

          ตราบเหมันต์ผ่านพ้นหรือลมฝนพัดผ่าน ฉันจะดูแลเธอคนนี้ ฉันสัญญา 

          จะคอยปกป้องถนอมเธอ ดวงใจของฉัน  

 

          อา......... ซึ้งเหลือเกิน ไม่ไหวแล้ว

          คนทั้งร้านแทบจะลงไปกองกับพื้นด้วยอานุภาพแห่งความร้ากกกกก ที่ลูกปลาน้อยมีให้องครักษ์หน้ามน

          ส่วนคิบอมนั้นหน้าแดงสุดๆราวกับจะระเบิดออกมาอยู่ร่อมร่อ อ๊ากกกกก อายชิบเป๋ง!

 

          เจ้าลูกปลาน้อยส่งสายตาเชื้อม ก่อนถามขึ้นมา

          “คำตอบล่ะ?”

 

          “ตกลงเลยเซ่!” เสียงเชียร์ห้าวๆดังขึ้นข้างๆ คิบอมหันไปมองอย่างตกใจ เสียงเถ้าแก่นั่นแหละที่ทนไม่ไหวแล้ว เลยส่งเสียงตอบคำถามแทนคิบอมซะเลย

 

          “ใช่ๆ ตกลงไปเลย!” แล้วเสียงอื่นๆก็ตามมา “เอาเลยๆ หาไม่ได้อีกแล้วน้า รักอย่างนี้!” “เอาเลยๆ ตอบตกลงไปเลยๆ”

 

          แล้วเสียงทั้งหลายก็ประสานเป็นหนึ่ง

          “ตกลง! ตกลง!ตกลง!ตกลง!ตกลง!ตกลง!ตกลง!ตกลง!ตกลง!ตกลง!ตกลง!ตกลง!ตกลง!ตกลง!”

 

          แต่แล้ว! คิบอมก็ผลุดลุกขึ้น แขนยาวๆของเขาคว้าแขนของดองแฮ เพื่อลากเจ้าตัวแสบออกไปจากร้านทันใด

 

          เสียงเชียร์ยังคงดังก้องไล่ตามหลัง

          “ตกลง! ตกลง!ตกลง!ตกลง!ตกลง!ตกลง!ตกลง!ตกลง!ตกลง!ตกลง!ตกลง!ตกลง!ตกลง!ตกลง!”

 

          หญิงชราคนหนึ่งชูไม้เท้าไปมา แล้วส่งเสียงว่า

          “แต่งๆกันไปเลยลูก แล้วอย่าลืมเชิญยายด้วยน้า!”

 

          เสียงนั่นไล่หลังสองหนุ่ม ที่หนึ่งหนุ่มเดินก้มหน้าก้มตางุดๆอย่างอับอายขายขี้หน้า ส่วนอีกหนุ่มเดินหน้าแป้นพร้อมกับหันมาโบกมือลากองเชียร์ทั้งหลาย

 

          “ขอบคุณคร้าบๆ ๆๆๆ”

 

 

 

 

 

          “คิบอม... คิบอม... คิบอม...” ดองแฮตบไหล่ขององครักษ์หนุ่มเบาๆอย่างปลอบใจ ตอนนี้ทั้งสองกำลังยืนอยู่บนสะพานโค้งอันมีชื่อของเมือง เป็นสะพานสีชมพูอ่อนเพราะสร้างจากหินอ่อนสีชมพู สลักเป็นลวดลายอย่างวิจิตร ตั้งอยู่ตรงโค้งน้ำที่ใสสะอาด แต่คิบอมไม่ได้เพลิดเพลินกับความสวยงามนี้เลย เพราะเขามัวแต่ซบหน้ากับขอบสะพานด้วยความอาย

 

          “คิบอม คิบอม” ดองแฮเขย่าไหล่องครักษ์หนุ่ม เฮ้อ.. เป็นเอามากนะเนี่ย

 

          “อะไรเล่า! เรียกอยู่ได้!” คิบอมหันมาส่งเสียงฉุนเฉียว ดองแฮยิ้มแหย

 

          “แหม... ก็เห็นเงียบไป...”

 

          คิบอมแบมือออกมาตรงหน้าดองแฮทันใด ดองแฮเอียงคอมองอย่างสงสัย

          “เอาป้ายฉันคืนมาได้แล้ว แล้วเราต่างคนต่างไปเถอะ!”

 

          ดองแฮนิ่งเงียบ

          “นายไม่จับฉันแล้วเหรอ?”

 

          “ที่นี่ไม่ใช่เขตเมืองหลวง ถ้าจับนายฉันก็ต้องทำเรื่องยื่นอีกยาว ... ต้องฝากนายขังไว้ที่นี่ เจ้าเมืองฝูโจวฉันเองก็ไม่สนิท มันเสียเวลา ฉันมีเรื่องที่สำคัญกว่า”

 

          ดองแฮสะดุดกับคำว่า เรื่องสำคัญกว่า...  ฉันเป็นเรื่องไม่สำคัญสำหรับนายรึไง?

 

          “ออ... นั่นสินะ” ดองแฮพยักหน้า แล้วเจ้าปลาน้อยก็เปลี่ยนเรื่องพลัน “แล้วนายไม่อยากรู้เรื่องที่ฉันปลอมเป็นเจ้าสาวของอิมจูฮวานแล้วเหรอ?”

 

          คิบอมหูผึ่งขึ้นทันที

          “อยากจะเล่าก็เล่ามาสิ”  ดองแฮยิ้มเจ้าเล่ห์

 

          “... พูดเพราะๆกับเราก่อน”

 

          “...”

 

          “พูดเพราะๆก่อนครับ”

 

          “... เล่ามาซะดีๆน่า”

 

          “พูดเพราะๆสิครับ? นะ?”

 

          “....”

 

          ดองแฮเอียงคอก่อนพูดเสียงเบา

          “เร้ว?” 

 

          “ดองแฮครับ ช่วยเล่าให้ผมฟังด้วยครับ” ในที่สุดคิบอมก็พูดแล้ว ดองแฮยิ้มอย่างดีใจ ไม่น่าเชื่อเลย... ไม่น่าเชื่อ.. ว่าแค่นี้จะทำให้ฉันยิ้มกว้างได้ถึงขนาดนี้

 

          ส่วนคิบอมเบนหน้าไปทางอื่น ทำไมเรื่องแค่นี้เขาต้องเขินด้วยน้า...บ้าจริง!

 

          แล้วคิบอมก็หันมามองดองแฮที่ยืนอมยิ้มแล้วบิดตัวไปๆมาๆอยู่ตรงหน้า คนข้างหน้าก็ดูเหมือนจะมีความสุขล้นใจยิ่งกว่าที่เคยเห็นซะอีก

 

          “เล่าซะทีซิ”

 

          ดองแฮทำท่าคิด ก่อนเล่าว่า

          “น้องสาวของโซจีซบติดต่อฉันมา เขาบอกว่า เขามีคนรักอยู่แล้ว แล้วก็อยากให้ฉันช่วย ฉันก็เลยพาเขาไปหลบอยู่ในที่หนึ่งที่ปลอดภัย ทีนี้อีกตอนที่แอบเข้าไปในพรรคมัจฉาทะเลอีกครั้ง ฉันเรื่องแปลกๆ”

 

          “เรื่องแปลกๆ?”

 

          “ใช่ ตอนที่ไต่ไปตามหลังคา ดันเจอลูกน้องของโซจีซบคนหนึ่งดักหน้าเอาไว้ แล้วเราก็สู้กัน... เจ้านั่นใช้กระบี่ แต่ดูเหมือนจะจับกระบี่ไม่แน่นเลย ... เหมือนจะไม่อยากจับกระบี่งั้นแหละ”

 

          “...? หมายความว่าไง? นักฆ่าที่ไม่อยากจับกระบี่”

 

          “แค่ปะทะด้วยก็รู้แล้ว เจ้านั่นจับกระบี่ไม่แน่น แต่ไปๆมาๆเจ้านั่นก็ใช้อาวุธลับ อยากรู้มั้ยว่าเป็นอะไร?”

 

          คิบอมพยักหน้า ดองแฮจึงล้วงบางสิ่งออกมาจากปกเสื้อ และเมื่อคิบอมมองเห็น เขาก็มีสีหน้าเคร่งเครียดทันที

 

          มันเป็นขนนกสีดำสนิท ขาวประมาณหนึ่งคืบ ตรงปลายเหลาจนแหลมคม และพิษประหลาดทาอยู่ตรงปลาย คิบอมรู้จักขนนกชนิดนี้ดี ในหัวขององรักษ์หนุ่มตอนนี้ตวัดนึกไปถึงรายชื่อขอคนที่เข้าร่วมงานแต่งบุตรสาวสกุลเหลียง

 

          ทันใดนั้น คิบอมก็คิดอะไรได้บางอย่าง

 

          “แย่แล้ว!”

 
 

edit @ 20 Feb 2011 01:09:54 by landi

 

          เสียงควบม้าและเสียงร้องตะโกนทำให้บุรุษผู้หนึ่งในห้องที่เต็มไปด้วยบัญชีสารและลูกคิดเงยหน้าจากม้วนกระดาษขึ้นมองไปที่ประตู คิ้วเข้มขมวดมุ่นอย่างหงุดหงิด เสียงเอะอะอะไรกันนะ

 

         ก่อนที่ร่างสูงจะลุกขึ้นจากโต๊ะ ลูกน้องคนหนึ่งก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยความเร่งรีบ เด็กหนุ่มประสานมือคาราวะ ก่อนรายงานว่า

 

         “ท่านรองหัวหน้าพรรคเยซอง! แย่แล้วครับ!”  เยซองวางพู่กันทันใด เสียงเรียบถามอย่างใจเย็นว่า

 

         “มีเรื่องอะไรกัน?”

         

         “คนจากสำนักวิหคเหินร้อยกว่าคนบุกเข้ามาครับ!” คำตอบของลูกน้องทำให้รองหัวหน้าพรรคฟ้าคำรามผลุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ ร่างสูงคว้าดาบเล่มใหญ่ก่อนเดินลิ่วออกจากห้องหนังสืออย่างรีบร้อน

 

 

 

 

         ที่ลานกว้างหน้าตึกใหญ่ของพรรคฟ้าคำราม สมาชิกของสำนักวิหคเหินร้อยกว่าคนควงกระบี่ฟาดฟันคนของพรรคฟ้าคำรามไม่ยั้ง เสียงโลหะปะทะโลหะดังก้องพอๆกับเสียงอุทานและเสียงร้องตะโกนด่า เยซองหยุดเดินที่ใต้ตึก เขากวาดตามองไปทั่วและเห็นความวุ่นวายเกินจะหยุดหยั้ง ชายหนุ่มสูดลมหายใจลึก ก่อนใช้พลังวัตรตะโกนก้องว่า

 

         “หยุดนะ!!!”

 

         ด้วยวิชาคลื่นเสียงอัสนีฟาด ทำให้หูของทุกคนในที่นั่นอื้ออึง ทั้งหมดต่างยกมือขึ้นปิดหูตนเองทันที เสียงครวญดังเบาๆพร้อมๆกับเสียงกระบี่และอาวุธอื่นหล่นกระทบพื้นเพราะหลุดจากมือผู้ถือทันใด

 

         “ใครกล้ามาบุกพรรคฟ้าคำราม?” เยซองถามเสียงต่ำ

 

         ร่างเล็กร่างหนึ่งแหวกร่างของศิษย์น้องร่วมสำนักมาประจันหน้ากับศัตรูอย่างไม่กลัวเกรง

         “เราสำนักวิหคเหินมาทวงความยุติธรรมกับเจ้าสำนัก!”

 

         เยซองมองหน้าคนร่างเล็ก ชายหนุ่มขมวดคิ้ว

         “เจ้าสำนักนาย? แล้วทำไมมาทวงความยุติธรรมที่นี่?”

 

         เรียววุครับกล่องสีเขียวจากศิษย์น้อง ก่อนขว้างออกไปกระทบอกของเยซองทันใด

         “เรามีหลักฐาน ว่าพรรคฟ้าคำรามทำร้ายเจ้าสำนักของเรา!!” เสียงอื้ออึงดังขึ้นจากสมาชิกพรรค พร้อมๆกับเสียงสนับสนุนจากคนของสำนักวิหคเหิน

 

         เยซองมองกล่องที่หล่นลงแทบเท้า เขายิ้มเหยียดหยันนิดๆ ก่อนพูดว่า

         “แค่กล่องใครๆก็เลียนแบบได้ นายเอาหลักฐานแค่นี้มาใส่ร้ายพรรคของเรา มันไม่เกินไปหน่อยเหรอ?”

 

         เรียววุคหน้าแดงวูบ ก่อนชี้กระบี่ไปที่เยซอง

         “ยังไงวันนี้เราก็ต้องทวงความยุติธรรมให้ได้!!”

 

         เยซองเลิกคิ้ว ก่อนถามเสียงเรียบ

         “ยังไงล่ะ? นายจะถล่มที่นี่? ฆ่าทุกคนที่นี่? หรือว่าจะฆ่าฉัน?”

 

         คำถามของเยซองทำเอาเรียววุคหน้าแดงก่ำอีกครั้ง เขาเหลือบมองศิษย์ร่วมสำนักที่มองมาที่เขาเป็นตาเดียวกัน ใบหน้าเล็กๆเคร่งเครียดทันใด ก่อนจะคิดอะไรได้บางอย่างและตะโกนออกไปอย่างมั่นใจ

 

         “ถ้าพวกนายยืนยันว่าบริสุทธิ์จริง ก็ให้พวกฉันค้นพรรคพวกนายสิ! ถ้าพวกเราค้นหาไม่เจออะไร ฉันจะคุกเข่าขอขมา และแบกป้ายขอขมาไปทั่วเมืองเลย!!”  คำพูดของเรียววุคเรียกเสียงอุทานได้จากศิษย์ร่วมสำนัก แบกป้ายขอขมา มันเป็นการเสียหน้าอย่างมากสำหรับชาวยุทธ์ ศิษย์พี่เรียววุคกล้าจริงๆ

 

         เยซองกอดอกแน่น นิ่งคิดอยู่ครู่ใหญ่ ทั่วทั้งลานกว้างเงียบสนิทราวกับไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่ในที่นั้น มีแต่เสียงลมเท่านั้นที่ดังแผ่วผ่านความร้อนรุ่มเหล่าเด็กหนุ่มจากสำนักวิหคเหินได้ดี

 

         “ฉันให้ค้นตึกของพรรคไม่ได้หรอก มันไม่ถูกต้อง” แล้วเยซองก็ยกมือห้ามเรียววุคที่อ้าปากจะเถียง “เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ฉันกับนาย เรามาประลองกัน ถ้านายชนะ ฉันจะยอมให้ค้นที่ทำการของพรรค รวมถึงสำนักงานของสาขาที่ต่างๆด้วย แต่ถ้านายแพ้... เรามาดูกันอีกที”

 

         เรียววุคนั่งคิด เขาเหลือบมองศิษย์ร่วมสำนัก ตอนนี้อารมณ์ของเขาเริ่มเย็นขึ้นแล้ว จริงอยู่ถ้าจู่โจมตอนนี้โอกาสจะชนะมันก็มีอยู่บ้างเพราะเป็นการบุกพรรคอย่างไม่ได้ตั้งตัว แต่ศิษย์ร่วมสำนักต้องบาดเจ็บไม่มากก็น้อย

         หลังจากทบทวนข้อได้ข้อเสียอยู่ครู่หนึ่ง เรียววุคก็พยักหน้า

 

         “ก็ได้! เอางั้นก็ดี!!” เยซองพยักหน้าและยิ้มออกมาเพียงวูบ ก่อนจะมีสีหน้าเคร่งขรึมตามเดิม เขาเพิ่มข้อเสนอว่า

 

         “ไม่ต้องเอาให้บาดเจ็บกันหรอก แค่นายเอาไอ้นี่ไปได้ก็พอ..” แล้วเยซองก็ล้วงสร้อยเส้นหนึ่งซึ่งมีตราประทับเล็กๆร้อยติดอยู่ เรียววุคขมวดคิ้วก่อนถาม

 

         “อะไรน่ะ?”

 

         “มันเป็นตราประจำตำแหน่งของฉัน ตราของรองหัวหน้าพรรคฟ้าคำราม” เสียงฮือฮาดังจากฝั่งสมาชิกพรรคฟ้าคำราม ท่านรองกล้าเอาตราประจำตำแหน่งมาพนันเลยเหรอเนี่ย?

 

         เรียววุคคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า

         “ตกลง”

 

 

 

 

 

         ลานหินกว้างกลายเป็นเวทีประลองระหว่างศิษย์อันดับหกแห่งสำนักวิหคเหิน กับรองหัวหน้าพรรคฟ้าคำราม เรียววุคกระชับกระบี่ในมือ ก่อนวาดมันเป็นวงกว้าง ตั้งท่าวิหคฝ่าวายุ อันเป็นท่าที่ตนถนัด ส่วนเยซองก็กระชับดาบในมือแน่น ก่อนตั้งท่าเมฆาบังสุริยัน

 

         สายลมพัดวูบหนึ่ง ก่อนที่ทั้งคู่จะกระโจนเข้าหากันทันใด ดาบหนาพาดฟันใส่ร่างบางอย่างแม่นยำ หากแต่ร่างบางกลับบิดตัวหลบเลี่ยง กระบี่เล่มบางม้วนเข้าหาร่างหนาของเยซองอย่างรวดเร็ว แม้กระบี่ของเรียววุคจะอ่อนด้อยเรื่องพลัง และมีความแข็งแกร่งไม่เท่า “ดาบฟ้าร้าวดาราตก” ของเยซอง แต่จุดเด่นของมือกระบี่หนุ่ม คือความกล้าบ้าบิ่นไม่กลัวตาย อีกทั้งวรยุทธ์ของสำนักวิหคเหินโดดเด่นที่ความรวดเร็ว กระบี่ของเรียววุคจึงโจมตีอย่างว่องไวดุจสายฟ้าจนสมาชิกพรรคฟ้าคำรามและศิษย์ร่วมสำนักวิหคเหินต่างมองตามไม่ทัน

 

         ศึกนี้จอมยุทธ์หนุ่มทุ่มเทเต็มที่ และตั้งใจเอาชัยให้ได้ เพื่อทวงความยุติธรรมให้แก่ท่านเจ้าสำนัก!

 

         รองหัวหน้าพรรคหนุ่มรีบเบี่ยงตัวหลบคมกระบี่นับสิบที่พุ่งเข้าหา ก่อนใช้พลังคลื่นเสียงอัสนีบาตส่งใส่ร่างของเรียววุค เรียววุคงงงันวูบใหญ่ก่อนพลิ้วตัวข้ามร่างของเยซอง และแทงกระบี่เข้าใบหน้าขาวผ่องของรองหัวหน้าพรรคฟ้าคำรามทันที ดวงตาของเยซองเหลือบเห็นประกายกระบี่เพียงนิด ก่อนเอนใบหน้าหลบคมกระบี่ได้ทันท่วงที แต่กระบี่เล่มบางก็เฉียดเนื้อขาวของเขาไปจนกรีดเป็นริ้วแดง เลือดสายเล็กไหลเคียงแก้มทันใด เยซองรีบไถลตัวออกจากการโจมตีของเรียววุค ทั้งคู่จึงพลันแยกห่างจากกัน

 

         เสียงฮือดังขึ้นจากเหล่าสมาชิกพรรคฟ้าคำราม เมื่อเห็นรอยเลือดข้างแก้มขาวของเยซอง เยซองใช้นิ้วโป้งบาดเลือดทิ้ง และจ้องมองที่เรียววุคอย่างไม่เชื่อสายตา

 

         “ว่าไง ยอมแพ้รึยัง?”

 

         เยซองนิ่งไปครู่ใหญ่ ก่อนจะจู่โจมอีกครั้ง ครั้งนี้เขาตั้งท่า ดาบสิบสามเมฆาสะท้าน เพลงดาบเด่นของท่านหัวหน้าพรรคที่สอนเอาไว้ และฟาดพลังดาบไปที่พื้นหิน เศษหินและเศษดินปลิวว่อน เรียววุครีบใช้มือบดบังดวงตาของตนทันทีไม่ให้ฝุ่นเข้าตา และเมื่อเด็กหนุ่มลืมตา ดาบใหญ่ก็เฉียดร่างของเขาไป สายลมวูบหนึ่งที่เกิดจากแรงดาบผ่านร่างเขาไปวูบหนึ่ง เรียววุครีบเบนสายตามาตรงหน้า ก็พบใบหน้าของเยซองที่อยู่ไม่ห่าง เสียงทุ้มต่ำของเยซองดังขึ้นแผ่วเบาว่า

 

         “ต่อสู้ที่นี่มันออกจะคับแคบไปหน่อยว่ามั้ย?” เรียววุคขมวดคิ้ว คับแคบตรงไหนกัน? ลานหินก็ออกจะกว้าง รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยปริศนาของเยซองสร้างความหวั่นเกรงให้เรียววุคยิ่งนัก

 

         ควันฝุ่นที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ไม่ทันจางหายไป ทำให้เรียววุคมองหน้าของเยซองไม่ถนัดเลย  เจ้านี่คิดอะไรอยู่ เขาไม่รู้เลย

 

         “ถ้านายแน่จริง ตามฉันมาสิ?”  เสียงนุ่มของเยซองบอกจุดประสงค์ ก่อนเจ้าตัวจะกระโดดพุ่งสู่หลังคาสูง และใช้วิชาตัวเบาบินวูบผ่านหมู่ตึกขนาดใหญ่แห่งพรรคฟ้าคำรามไป เพียงใช้เวลาไม่นาน ร่างของเยซองก็โจนหายไปจากสายตา

 

         “เฮ้! ทำอะไรของนายน่ะ กลับมานี่นะ!!” ว่าแล้วเรียววุคก็กระโจนตามเยซองไปอย่างรีบด่วน

 

         ... นายเป็นอย่างนี้ทุกที ทุกที ไม่ยอมพูดอะไร แล้วก็จากไป อย่างนี้ทุกที!

 

         ฉันเบื่อที่จะเดาว่านายจะทำอะไรต่อไป และเบื่อที่จะรอคอยนายแล้วนะ!

 

ทั้งสองทิ้งให้ศิษย์น้องร่วมสำนักและสมาชิกพรรคฟ้าคำรามทั้งหลายมองหน้ากันไปมา

 

แล้วเราจะเอายังไงล่ะเนี่ย?

.

.

          กระดาษสีน้ำตาลแผ่นเล็กถูกม้วนอย่างดี ก่อนถูกพันรอบขานกพิราบตัวน้อยที่ร้องเบาๆ มือเรียวค่อยๆจับนกพิราบก่อนที่ดวงตาคู่งามจะจ้องมองมันอย่างมีความหวัง เสียงหวานพูดเบาว่า

 

         “เจ้านกน้อย ช่วยหน่อยนะ บินให้ถึงสำนักวิหคเหินล่ะ”

 

         ว่าแล้วฮีซอลก็ปล่อยนกบินสู่ฟ้ากว้างพร้อมรอยยิ้ม

         หวังว่าเมื่อฮันรับจดหมายแล้ว คงจะมารับฉันในไม่ช้า

 

         มารับฉันด้วยนะที่รักจ๋า อีกเดี๋ยวเราก็ได้อยู่ด้วยกันแล้วน้า...

 

         แต่แล้ว รอยยิ้มของฮีซอลก็ละลายหายไปโดยพลัน เมื่อเจ้านกตัวอ้วนบินกลับมาที่เดิมทันใด

 

         “นี่ๆ ทำไมไม่บินไปล่ะ? บินไปสิ” ฮีซอลพยายามใช้มือดันร่างเจ้านกพิราบขาวให้บินขึ้นสู่ท้องฟ้า แต่ดูเหมือนว่าเจ้านกจะส่งสายตาที่อ่านได้ว่า

 

         ‘ทำไมฉันต้องทำตามที่นายสั่งด้วยล่ะ? หือ?’ แล้วมันก็สะบัดหน้าหนีก่อนจิกเศษฝุ่นรอบๆกายไปตามเรื่อง

 

         “นี่ๆ นายเป็นพิราบสื่อสารไม่ใช่เหรอ? ทำหน้าที่หน่อยเด้!!”

 

         เจ้านกน้อยส่งสายตาว่า

         ‘ขอร้องฉันสิ?!’

 

         อารมณ์ของฮีซอลพุ่งจี๊ด~

         “นี่! เป็นแค่นกพิราบเจือกหยิ่งเหรอ?! ห๊า! เดี๋ยวแม่จับลงกระทะทอดซะเลยเนี่ย!!”  

 

         นกพิราบพ่นลมหายใจจากจมูก และส่งสายตาว่า

         ‘นายต้องพึ่งฉันน้า... ไปเอาอาหารมา แล้วก็ขอร้องฉันงามๆ แล้วฉันจะบินไปให้ ฮ่าๆ’

 

         “....”

 

 

         คยูฮยอนเดินเยาะๆมาตามทางเดิน เพื่อตามหาฮีซอลที่แอบแวบไปไหนก็ไม่รู้ และเขาก็ได้ยินเสียงร้องกรี๊ดกร๊าดจากห้องเก็บนกพิราบสื่อสาร องครักษ์หนุ่มรีบวิ่งเข้าไปดู แล้วก็ต้องร้องลั่นว่า

 

         “แม่น๊าง! ทำอะไรอ่ะ?! แม่นางจะฆ่านกรึไง!?” ว่าแล้วคยูฮยอนก็รีบเข้าไปจับแยกฮีซอลกับเจ้านกผู้โชคร้าย แต่ดูเหมือนมือที่กำคอนกของฮีซอลจะแน่นมากจนแกะไม่ค่อยได้ ส่วนเจ้านกนั่นก็กระพือปีกผับๆเหมือนจะตายแหล่มิตายแหล่อยู่มะรอมมะล่อ

 

         ฮีซอลซึ่งกำลังบีบคอนกและเขย่าร่างมันไปมาก็เค่นเสียงว่า

         “นี่แน่ะ! ตายซะ ตายๆๆๆๆ”

 

         “แว๊ก! แม่น๊าง เดี๋ยวมันได้ตายจริงๆหรอก อย่าน้า! แม่น๊าง!” และแล้วคยูฮยอนก็สามารถจับแม่นาง.. ง่า.. จอมยุทธ์หนุ่มฮีซอลกับนกพิราบกวนโอ๊ยออกจากกันได้

 

         “ปล่อยนะ! ฉันจะฆ่ามัน!”  ฮีซอลดิ้นและชี้นิ้วไปที่นกสีขาวที่ไอคอกแค่กอยู่บนโต๊ะ

 

         “โธ่แม่น๊าง ปล่อยมันไปเหอะ ไอ้ตัวนี้ถึงใช้มัน มันก็ไม่เคยบินไปถึงที่หมายซักทีอ่ะ!”  คยูฮยอนพยายามส่งเสียงอธิบายพร้อมกับกอดเอวของฮีซอลไว้ด้วย

 

         “ทำไมมันจะไม่ถึงที่หมาย มันก็นกพิราบสื่อสารไม่ใช่เรอะ!!” ฮีซอลหยุดดิ้นก่อนหันมาแว๊ดกับคยูฮยอน องครักษ์หนุ่มหน้าใสรีบปล่อยฮีซอล ยิ้มแห้งๆก่อนพูดด้วยเสียงเจี๋ยมเจี้ยมว่า

 

         “... แม่นาง ไอ้ตัวนี้มันชอบเถลไถล แอบแว๊บไปหาอาหารกิน ตอนนี้มันก็เลยอ้วนบึ๊กจนบินแทบไม่ไหวแล้ว แม่นางอย่าไปใช้มันเลยนะ”

 

         ฮีซอลมองไปที่นกพิราบตัวอ้วนที่ส่งสายตาอาฆาตมาให้ ... เกิดมาก็เพิ่งเคยเห็นนกพิราบส่งสายตาจิกกัดให้นี่แหละ ... นี่มันนกพิราบสื่อสารของวังหลวงเหรอเนี่ย?

 

         “ก็ได้! แล้วนกตัวอื่นมันหายไปไหนหมดล่ะ?” ฮีซอลถามอย่างสะบัดเสียง ก่อนชายสายตาไปที่กรงขังนกพิราบที่ว่างเปล่า

 

         “ผมเพิ่งส่งนกพิราบไปแจ้งที่วังหลวงว่าพระคู่หมั้นมาถึงที่หมายแล้วอ่ะครับ แล้วก็ต้องส่งข้อมูลไปถึงขุนนางใหญ่ๆด้วย เพราะงั้น..ง่า” คยูฮยอนปาดเหงื่อเมื่อสบกับดวงตาโตๆของฮีซอล ... โกรธแล้ววุ๊ย โกรธแล้วอ่ะ

 

         “... ที่นี่ก็เลยเหลือแต่ไอ้นกตัวนี้ตัวเดียวแหละครับ”

 

         “ว่าไงน๊า!!”  คยูฮยอนสะดุ้งก่อนก้าวเท้าถอยหลังหนีไปนิด ...แง้ๆ ใครก็ได้ช่วยเค้าที

 

         “ทำไมมันน้อยอย่างงี้วะ! ไม่สิ นายจะส่งนกพิราบอะไรมากมายน่ะ จะส่งไปหาพระแสงดาบอะไรเล่า!! ห๊า! ทำไมถึงใช้ทรัพยากรของชาติเปลืองอย่างนี้!! แล้วทำไมไม่เก็บไว้ให้ฉันซักตัวสองตัววะ!! เหลือแต่ไอ้อ้วนเนี่ย แล้วมันจะใช้อะไรได้ฟ่ะ!!!”

 

         เหมือนกับร่างของฮีซอลพองโตคับห้อง คยูฮยอนกุมมือทั้งสองที่อก หน้าซีดลงทุกที และถอยหลังจนติดผนัง ในใจก็คร่ำครวญ...

 

         อ๊ากกกกกก... น่ากลัวชิบเป๋ง องค์เง๊กเซียนฮ่องเต้ หงอคง ซันจั๋ง ใครก็ได้ช่วยผมที...

 

         “แม่นางฮีซอลคร้าบ....” เสียงหวานๆของซองมินเหมือนระฆังช่วยชีวิตคยูฮยอน ฮีซอลหันไปส่งเสียงแหลมกับซองมินที่ยืนแอบอย่างกล้าๆกลัวๆอยู่ข้างประตู

 

         “อะไรวะ?!”

 

         “ไปดูการประลองดีมั้ยคร้าบ... มันส์นะคร้าบ เรื่องนกพิราบเดี๋ยวพวกผมจัดการให้คร้าบ น้าคร้าบบบบ” 

ซองมินพยายามใช้เสียงอ่อนหวานสุดฤทธิ์ทั้งที่เหงื่อแตกจนแทบจะเป็นลมอยู่แล้ว

 

         ฮีซอลหันมามองคยูฮยอนที่ยืนขาสั่นน้ำตาเอ่ออย่างน่าสงสาร แล้วสะบัดหน้าแล้วตอบว่า

         “ก็ได้! พวกนายอย่าลืมส่งจดหมายให้ฉันด้วยนะ!!” ว่าแล้วพี่แกก็เดินกระแทกส้นออกไป

 

         ซองมินหันมามองคยูฮยอนที่ขยับปากโดยไม่ส่งเสียง สามารถอ่านปากได้ว่า

         โค-ตะ-ระ-สยองขวัญเลยง่า... นายระวังน้า

 

         ซองมินรีบขยับปากที่อ่านได้ว่า

         อื้อ เดี๋ยวตัวเองเก็บนกแล้วรีบมาน้า... เค้ากลัว

 

         คยูฮยอนก็ส่งสัญญาณปากว่า

         เดี๋ยวเรารีบตามไป รักษาชีวิตจนกว่าไว้จนกว่าจะพบเราน้า...

 

         ซองมินกระพริบตาถี่ด้วยความซาบซึ้ง

         อื้อ... เค้าจะระวังตัวนะคยู

 

         คยูฮยอนก็ซึ้งเช่นกัน

         มินมิน

 

         น้ำใสเริ่มเอ่อในดวงตาของซองมินแล้ว

         คยูจ๋า

 

         ก่อนที่คยูฮยอนจะได้ตอบอะไร ร่างของฮีซอลก็โผล่แว๊บมายืนข้างกายซองมิน ก่อนกอดคอของซองมินและส่งสัญญาณปากให้กับคยูฮยอนและซองมินว่า

         สวีทกันไม่ดูตาม้าตาเรือเดี๋ยวก็ได้เจอนรกจริงๆหรอก จริงมั้ย มินมิน คยูจ๋า?

 

         ซองมินพยักหน้ารัวกับฮีซอลซึ่งส่งสายตามัจจุราชมาให้

         “ครับผม! เรารีบไปกันเหอะครับ”  ว่าแล้วฮีซอลก็ลากซองมินที่ทำหน้ายังกะอยากจะร้องไห้ออกจากที่นั่น

 

         คยูฮยอนที่ใจเต้นตูมตาม มองแผ่นหลังของซองมินและฮีซอลซึ่งรีบเดินไปที่ลานประลอง

 

         ผู้หญิง.. แฮ่ม ... ผู้ชายอย่างนี้ องค์ชายชอบเข้าไปได้ไงว้า...?

 

 

 

 

 

         เพื่อเป็นการสานสัมพันธภาพระหว่างแคว้น และเป็นการฆ่าเวลาเล่นขององค์หญิงยูนาและองค์ชายลีทึก ทั้งสองคนจึงจัดการประลองย่อยๆขึ้น ซึ่งนักสู้ของทั้งสองฝ่ายมาจากกองทหารผู้ติดตามจากทั้งสองกองทัพ

 

         ในตอนแรกนั้น อ๋องเจ็ดคัดค้าน เพราะในวันนี้นักสู้ฝีมือดีอย่างคิบอมหรือคนอื่นๆก็ไม่อยู่ ก็เพราะที่นี่ไม่ใช่วังหลวงทหารฝีมือดีจึงไม่ได้มาประจำที่นี่ อีกทั้งตนต้องทิ้งทหารฝีมือเยี่ยมไว้ที่ชายแดนเพื่อป้องกันเหลียวซึ่งตรึงกำลังไว้อยู่ ทหารที่มีตอนนี้จึงมีพอมีฝีมือบ้าง แต่ก็ไม่ใช่คนวรยุทธ์ยอดเยี่ยมถึงขนาดจะเป็นตัวแทนของคนในแคว้นประลองวรยุทธ์ได้ โอกาสแพ้จึงมีสูงเพราะองครักษ์ที่ติดตามองค์หญิงมาเป็นองครักษ์สุดยอดฝีมือทั้งนั้น

 

         และอ๋องเจ็ดยังมองว่าถ้าเราแพ้ไป มันจะเป็นการเสียหน้าเป็นอย่างยิ่ง แต่องค์ชายลีทึกก็ยืนยันให้จัด เพราะจะได้เป็นการวัดขุมกำลังของแคว้นเหลียวไปในตัว

 

         อ๋องเจ็ดนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้สีแดง และมองไปที่ลานประลองอย่างไม่สบายใจ ดวงตาของเขาเหลือบมองลีทึกกับยูนาที่นั่งคู่กันอยู่ไม่ห่างนัก

  

         ไม่เห็นเป็นไรเลย’เด็จอา ถ้าแพ้ เราก็ไม่เสียหายอะไร ดีซะอีกเขาจะได้ประมาทเราไงล่ะ ถ้าต้องรบกันจริงๆจะได้ตีพ่ายไปได้ง่ายๆ”

 

         ลีทึกยิ้มก่อนพูดประโยคนี้ อ๋องเจ็ดส่ายหน้าอย่างกังวล จริงอยู่ที่ลีทึกมีเหตุผลที่อยากจะดูวิทยายุทธ์ของฝ่ายเหลียว และไม่สนผลการประลอง แต่เกียรติของซ้องจะถูกลบหลู่เอาน้า... ไม่สิ เกียรติขององค์รัชทายาทนั่นแหละจะแปดเปื้อน

 

         อ๋องเจ็ดถอนหายใจ บางครั้งลีทึกก็ไม่สนเกียรติยศอะไรเลย ปล่อยตัวตามสบายเกินไป น่าเป็นห่วงเหลือเกิน

 

         ลีทึกกระพือพัดอย่างสบายอารมณ์ เขาดูการประลองอย่างสนุกสนาน ถึงแม้ว่าตอนนี้ฝ่ายซ้องจะเสียเปรียบอยู่ก็ตาม องค์ชายรูปงามหันไปพูดกับองค์หญิงยูนาว่า

 

         “ทหารฝ่ายเหลียวเก่งกาจเหลือเกินครับ” 

 

         องค์หญิงยิ้มแย้ม ก่อนตอบว่า

         “นั่นเพราะฝ่ายซ้องออมมือให้ต่างหากล่ะคะ”

 

         ลีทึกยิ้มอย่างสุภาพก่อนหันไปดูการประลองต่อ และก็สะดุดตากับร่างหนึ่งที่เพิ่งเข้ามานั่งในเก้าอี้ว่าง ห่างจากตัวเขาไปเยอะเลยทีเดียว

 

         ฮีซอลซึ่งเพิ่งนั่งเก้าอี้เขม่งมองดูการประลองอย่างไม่สบอารมณ์

         “.. เหมือนซ้องใกล้จะแพ้เลยนะ” ซองมินซึ่งยืนอยู่ด้านหลังฮีซอลก็หันไปกระซิบกับทหารข้างๆ แล้วหันมาพูดกับฮีซอลว่า

 

         “จริงๆแล้วแพ้ไปสามครั้งแล้วครับ เราเพิ่งชนะได้แค่หนึ่ง”

 

         “อะไรนะ! แพ้หลุดลุ่ยเลยนี่!”

 

         ซองมินหน้าย่น

         “ถึงโวยกับผมก็ไม่เกิดอะไรขึ้นหรอกครับ ช่วยไม่ได้ฮะ ทหารของเราที่นี่ในตอนนี้ฝีมือไม่ถึง ในขณะที่ฝั่งนู้นเขาส่งคนฝีมือดีมาสู้”

 

         “แล้วนายไม่ลงประลองล่ะ?”

 

         ซองมินส่ายหน้า

         “วรยุทธ์ของผมจะสูงสุดเมื่อใช้ดาบคู่กับคยูฮยอน การประลองนี้ใช้สองคนในคราวเดียวไม่ได้ครับ ผิดกติกา”

 

         ฮีซอลขมวดคิ้วแน่น

 

         และเสียงร้องก็ดังขึ้นจากคนในลานประลอง ทหารของฝ่ายซ้องถูกเจ้ายักษ์ใหญ่ฝ่ายเหลียวทุ่มหลังกระแทกพื้นจนเสียงกระดูกแตกดังลั่น นักสู้ฝ่ายเหลียวชูมือไปโดยรอบและหัวเราะก้อง ทหารฝ่ายเหลียวต่างปรบมืออย่างดีอกดีใจ ส่วนฝ่ายซ้องต่างนิ่วหน้าขมวดคิ้วอย่างโกรธแค้น

 

         “เฮ้! ซ้องมีดีแค่นี้รึไง?!” เจ้าคนบนเวทีประลองพูดท้าทายทหารซ้องที่ยืนหน้าแดงด้วยความโกรธอยู่

อ๋องเจ็ดขยับตัวอย่างอึดอัด

 

         “ส่งคนฝีมือดีกว่านี้มาเซ่!” ยักษ์ใหญ่หัวเราะร่า พร้อมกับเสียงหัวเราะของทหารฝ่ายเหลียว

 

         อ๋องเจ็ดเคลื่อนตัวลุกขึ้นอย่างโกรธจัด มันจะล้ำเส้นไปแล้วนะ

 

         แต่ก่อนที่อ๋องรูปงามจะพุ่งตัวสู่ลานประลอง ร่างบางร่างหนึ่งก็กระโดดสู่ลานหินอย่างสง่างาม ลีทึกอ้าปากค้างเมื่อเห็นร่างๆนั้นยืนยิ้มอย่างท้าทาย

 

         ฮีซอลมองหน้าเจ้ายักษ์หน้าเหี้ยมและพูดว่า

         “... ฉันนี่แหละจะล้มนายเอง เตรียมตัวไว้ให้ดีเถอะ”

 

         เสียงเฮดังขึ้นจากทหารฝ่ายซ้อง ซองมินปรบมือร่าและมองคยูฮยอนที่เพิ่งวิ่งมายืนข้างๆได้ไม่นาน

 

         “แม่นางน้อยเอาจริงแล้ว!~”

 

         ลีทึกหันไปมองอ๋องเจ็ด พร้อมส่งสายตาขอความช่วยเหลือ ... ฮีซอลยังไม่หายดี ถ้าให้ประลองเกรงว่าจะกระทบกับบาดแผลเก่า เสด็จอาช่วยหน่อยเถอะ!

 

         อ๋องเจ็ดเบนใบหน้าหนีจากสายตาของลีทึก เขาเองก็อยากดูฝีมือของฮีซอลเหมือนกัน และถ้าฮีซอลไม่ลงไปเขาก็ต้องลงไปเอง ... ถ้าเขาประลองฝ่ายนู้นจะเห็นฝีมือระดับแม่ทัพหมด ... เป็นเรื่องที่ควรจะหลีกเลี่ยงอย่างยิ่ง

 

         องค์ชาย ถ้าจะโทษก็โทษตัวเองที่คิดไม่รอบคอบเถอะนะ

 

         ลีทึกมองการประลองอย่างกระวนกระวาย เสียงระฆังดังขึ้นพร้อมกับการหายใจไม่ทั่วท้องขององค์ชายแห่งต้าซ้อง

 

         กิริยาของลีทึกทั้งหมดอยู่ในสายตาของยูนาซึ่งมองอยู่ไม่ห่าง 

 

         แต่แล้ว ลีทึกก็เริ่มหมดความกังวล เมื่อฮีซอลใช้กระบี่อย่างพลิ้วไหว ร่างบางใช้วรยุทธ์ที่ยอดเยี่ยมแทงกระบี่อย่างซับซ้อน เจ้ายักษ์ใหญ่มองร่างของฮีซอลอย่างลายตา และเมื่อรู้ตัวอีกที ฮีซอลกระโจนตัวไปด้านหลังของคู่ต่อสู้แล้ว และเมื่อนักสู้จากเหลียวรีบหันไปมองฮีซอล เสื้อผ้าของเขาก็ฉีกขาดเกือบทั่วร่าง เจ้ายักษ์ใหญ่หน้าซีดลงทันใด หากฮีซอลกดกระบี่อีกนิด มันจะต้องเฉือนเนื้อของเขาเป็นชิ้นๆอย่างแน่นอน

 

         เสียงเฮจากฝ่ายซ้องดังก้อง ซองมินและคยูฮยอนปรบมืออย่างเริงร่า

         “เย้! แม่นางน้อยของเราชนะแล้ว!”

 

         ยูนาขมวดคิ้ว ก่อนโบกมือให้นักสู้ผู้ใช้กระบองเข้าโจมตี

 

         แต่เพียงไม่นาน กระบองคู่กายของนักสู้แห่งเหลียวก็ถูกตัดขาดเป็นสามท่อนเมื่อเจอเพลงกระบี่ของฮีซอล ฮีซอลยิ้มเมื่อมองกระบี่ของตนเอง กระบี่ดี เยี่ยมมาก สมกับเป็นกระบี่ของราชสำนัก เฉือนโลหะได้อย่างสบายเลย 

 

         ยูนาโบกมือให้นักสู้ผู้ใช้แส้ออกมา ในตอนแรกแส้ซึ่งมีปลายหนามสามารถเกี่ยวเสื้อของฮีซอลจนขาดแคว่กได้ ทำให้ลีทึกลุกขึ้นอย่างห่วงใย แต่ด้วยความเร็วของฮีซอล ปลายกระบี่คมก็แทงเข้าเนื้อแขนของเจ้าคนใช้แส้จนต้องปล่อยแส้หลุดจากมือ

 

         ลีทึกค่อยๆนั่งลงอย่างหมดกังวล เขาหันมายิ้มให้กับยูนาที่มีสีหน้าเคร่งเครียดเพียงนิด

         “อย่ากังวลไปเลยครับ แค่การประลองเล่นๆนี่ฮะ เสมอกันก็น่าจะพอแล้ว” ยูนาเลิกคิ้ว ก่อนหันไปมองลีทึกและพูดว่า

 

         “ใครว่าจะพอแล้วล่ะคะ?”  ลีทึกจ้องมององค์หญิงผู้งดงามอย่างสงสัย

 

         “แล้วพระองค์จะส่งใครมาอีกล่ะครับ? ทหารที่ลงชื่อไว้ก็หมดแล้วด้วย?”  องค์หญิงยิ้มแล้วลุกขึ้นทันใด ร่างบอบบางกระโจนสู่ลานประลองท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึง แล้วพระคู่หมั้นก็พูดเสียงหวานว่า

 

         “เราลงประลองได้ใช่มั้ย? ชื่อของเราอยู่ในใบนั่นนี่นะ?”

 

         “แต่... แต่พระองค์ลงพระนามในฐานะผู้รับผิดชอบนะพะยะค่ะ” ทหารผู้คุมการประลองพูดตะกุกตะกัก องค์หญิงยิ้มก่อนหันไปรับเปิดกล่องที่นางกำนัลยกมาให้

 

         “ลงชื่อก็คือลงชื่อ ขนาดฝั่งนู้นยังไม่ได้ลงชื่อยังลงมาประลองได้เลย จริงมั้ยท่านฮีซอล?”

 

         ฮีซอลยืนอึ้ง นี่ต้องลงชื่อก่อนหรอกเหรอ? แล้วทำไมไม่มีใครบอกว่ะ? แถมยังไม่มีใครห้ามอีกตะหาก

 

         “เอาเถอะ ในเมื่อลงมาแล้วพวกเราก็จะสู้อย่างถึงที่สุดเถอะนะ” แล้วองค์หญิงยูนาก็หยิบลูกตุ้มเหล็กลูกเล็กๆที่ห้อยติดกับริบบิ้นเส้นบางออกจากกล่องขาว แม้จะดูบอกบาง ขาดง่าย แต่ริบริ้บนั่นทำมาอย่างพิเศษ ถักทอด้วยเส้นไหมทองและแทรกด้วยเส้นทองแดงบางๆ จึงเหนียวและแข็งแรงยิ้งกว่าโซ่เส้นใหญ่ๆ

 

         ฮีซอลรีบประสานมือคารวะ และพูดว่า

         “หม่อมฉันไม่กล้าประลองกับองค์หญิงหรอกพะยะค่ะ” 

 

         ยูนายิ้ม ก่อนพูดว่า

         “ท่านคงจะกลัวเราบาดเจ็บ ไม่ต้องกลัวนะ เราไม่เป็นอะไรหรอก” 

 

         ฮีซอลส่ายหน้า ก่อนพูดว่า

         “หม่อมฉันไม่กล้าหรอกพะยะค่ะ”

 

         ยูนานิ่งคิด ก่อนมองไปที่องค์ชายที่ลีทึกที่ลุกขึ้นยืนและส่งสายตาห่วงใยมาให้ฮีซอล

         “ถ้าท่านไม่กลัวเราบาดเจ็บ แสดงว่าเห็นว่าการประลองนี้มันไม่ได้รางวัลอะไร เอาเช่นนี้แล้วกัน เรามาประลองกัน ใครชนะจะได้องค์ชายลีทึกเป็นผู้ติดตามหนึ่งวัน”

 

         ทั่วทั้งลานประลองเกิดเสียงฮือฮา อ๋องเจ็ดเริ่มนั่งไม่ติด จะให้องค์รัชทายาทแห่งต้าซ้องเป็นผู้ติดตามงั้นเหรอ? จะบ้ารึไง!?

 

         “พระองค์ไม่ติดขัดอะไรใช่มั้ยเพคะ? องค์ชายลีทึก?” ยูนาหันไปมองลีทึก ในขณะที่อ๋องเจ็ดภาวนาอย่างยิ่งยวดให้องค์รัชทายาทปฏิเสธไปซะ พระองค์ ได้โปรดเห็นแก่เกียรติของตัวเองด้วยเถ๊อะ!

 

         “อื้ม! เราตกลง!” คำตอบรับของลีทึกทำเอาอ๋องเจ็ดกุมขมับ ... โอย... ให้มันได้อย่างนี้สิ!

 

         ลีทึกยิ้มร่า อะไรไม่รู้ล่ะ แต่ดูเหมือนจะมีหญิงงาม (จริงๆผู้ชายหนึ่งคนนะ) สองคนกำลังประลองกันเพื่อแย่งชิงตัวเขาอยู่  แหมๆ .... เรานี่ชั่งหล่อจนมีหญิงต่อสู้กันเพื่อได้ตัวเราเลยนะเนี่ย ฮ่าๆ

 

         “แต่ผมไม่ตกลง!” เสียงเข้มของฮีซอลทำเอาลีทึกยิ้มค้าง ในขณะที่ยูนาขมวดคิ้ว

 

         “ทำไมล่ะท่านฮีซอล?” 

 

         ฮีซอลกรอกตาก่อนพูดอย่างเบื่อๆ

         “ก็รางวัลมันไม่ดึงดูดใจพะยะค่ะ”  ถ้าเป็นแก้วแหวนเงินทองมันก็ว่าไปอย่าง อันนี้เอาไอ้ตัวที่ทำตัวเป็นผู้ติดตามฉันอยู่แล้ว มอบตำแหน่งผู้ติดตามให้อีก ... จะเอาไปทำไมล่ะน่ะ?

 

         คำตอบของฮีซอลทำให้ลีทึกกระพริบตาปริบๆ .... รางวัลไม่ดึงดูดเหรอแม่นาง? ผมมันไม่ดึงดูดใจตรงไหนล่ะ?

 

         องค์หญิงยูนาพยักหน้า และพูดว่า

         “เข้าใจแล้ว งั้นการประลองครั้งนี้ซ้องถอนตัว เหลียวชนะแล้วกัน ท่านอารักษ์ จดไว้ เราชนะซ้องแล้ว” อารักษ์ฝ่ายเหลียวพยักหน้า และรีบจรดพู่กันลงกระดาษ ฮีซอลรีบส่งเสียง

 

         “อ้าวๆ ทำไมเป็นอย่างนี้ล่ะพะยะค่ะ”

 

         “ก็ท่านถอนตัวนี่ ท่านฮีซอล ซ้องก็แพ้สิ เราชนะอย่างขาวสะอาดนะ ... จริงๆแล้วถ้าท่านไม่มา ซ้องก็จะแพ้เหลียวอยู่แล้วล่ะท่านฮีซอล” ได้คำว่า ซ้องจะแพ้เหลียวอยู่แล้ว และรอยยิ้มขององค์หญิงนั่นแหละ ที่ทำให้ฮีซอลอารมณ์พุ่งปรี๊ด

 

         มือกระบี่เจ้าอารมณ์กระชับกระบี่ในมือ ก่อนชี้กระบี่มาที่องค์หญิง และพูดเสียงเข้มว่า

         “งั้นเรามาประลองกันเลย องค์หญิง ผมบอกไว้ก่อนนะ ถึงจะเป็นผู้หญิงแต่ผมไม่ออมมือให้หรอก”

 

         ยูนาแย้มยิ้ม ก่อนประสานมือคาราวะและพูดว่า

         “เราก็ต้องการเช่นนั้นอยู่แล้ว”

.

.